การลงทุนอย่างยั่งยืน: เบื้องหลังความสดใสของธุรกิจพลังงานสะอาด
ในยุคที่กระแสสิ่งแวดล้อมกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักในทุกวงการ การลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investment) ได้ผงาดขึ้นเป็นเทรนด์การลงทุนที่มาแรงท
ี่สุด การประเมินมูลค่าองค์กรผ่านดัชนี ESG (Environmental, Social and Governance) หรือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลับได้รับความสนใจและกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วโลก
สิ่งที่น่าจับตาคือ ปรากฏการณ์ที่บริษัทที่โดดเด่นด้าน ESG ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ของการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากแต่ยังแฝงไปด้วยศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา เราได้เห็นการเติบโตของราคาหุ้นของหลายบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างก้าวกระโดด จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามถึง “ความยั่งยืน” ที่แท้จริงของมูลค่าเหล่านี้
Tesla: จากรถยนต์ไฟฟ้าสู่มูลค่ามหาศาล
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า Tesla คือชื่อที่โดดเด่นที่สุดในวงการรถยนต์ไฟฟ้า อีลอน มัสก์ ผู้บริหารของบริษัท ได้ประกาศวิสัยทัศน์อันทะเยอทะยานในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ถึง 20 ล้านคันต่อปีภายในปี 2030 ซึ่งจากตัวเลขการผลิตเพียง 5 แสนคันในปี 2020 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างแท้จริง การพุ่งขึ้นของราคาหุ้น Tesla เกือบ 800% ตั้งแต่ต้นปี 2020 ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลก และติดอันดับ 5 บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในสหรัฐอเมริกา
ความสำเร็จของ Tesla ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่สะท้อนถึงทิศทางที่โลกกำลังมุ่งไปสู่ พลังงานสะอาด และ เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เบื้องหลังความสดใสนี้ ยังมีอีกหลายมิติที่รอการพิจารณาอย่างรอบด้าน
BYD และ CATL: ยักษ์ใหญ่จากจีนที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
นอกเหนือจาก Tesla แล้ว เรายังเห็นการเติบโตที่น่าทึ่งของบริษัทอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำจากจีน ก็มีมูลค่าหุ้นพุ่งสูงขึ้นถึง 550% จาก 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว
เช่นเดียวกับ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญของ Tesla การเติบโตของ CATL ก็ไม่น้อยหน้า โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 440% จาก 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน
Enphase Energy: พลังงานแสงอาทิตย์กับนวัตกรรมไมโครอินเวอร์เตอร์
อีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าจับตาคือ Enphase Energy ผู้ผลิตไมโครอินเวอร์เตอร์สำหรับระบบโซลาร์เซลล์ในสหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าหุ้นพุ่งสูงถึง 830% จาก 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของ พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานแสงอาทิตย์
ความท้าทายเบื้องหลัง “ความสะอาด”
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทเหล่านี้ ย่อมมาพร้อมกับคำถามและการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือ “ความสะอาด” ที่แท้จริงของกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเหล่านี้
กรณีศึกษา: Tesla กับความต้องการวัตถุดิบมหาศาล
เมื่อปี 2020 อีลอน มัสก์ ได้ประกาศเป้าหมายอันท้าทายในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 20 ล้านคันต่อปีภายในปี 2030 หากเป้าหมายนี้เป็นจริง ความต้องการใช้แร่ธาตุสำคัญสำหรับแบตเตอรี่ เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล
ตามการประเมินของ Adamas Intelligence และ Mining.com หาก Tesla สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายในปี 2030 บริษัทจะมีความต้องการใช้ลิเธียมเพิ่มขึ้นถึง 165% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปี 2019 และต้องการโคบอลต์เพิ่มขึ้น 56%
Tesla ตระหนักถึงปัญหานี้และได้พยายามหาแนวทางแก้ไข เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดลิเธียม หรือการเข้าไปลงทุนในเหมืองโคบอลต์ แต่สำหรับนิกเกิล ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญอีกชนิดหนึ่ง Tesla ยังคงเผชิญความท้าทาย โดยคาดการณ์ว่าในปี 2030 บริษัทจะต้องการใช้นิกเกิลเพิ่มขึ้นถึง 31% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปี 2019 ซึ่งต้องแข่งขันกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมสแตนเลส
ความกังวลเกี่ยวกับนิกเกิลในอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลอันดับ 1 ของโลก กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการพัฒนาอุตสาหกรรมนิกเกิลให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น วิธีการที่ผู้ผลิตนิกเกิลในอินโดนีเซียเลือกใช้ คือ Deep-sea tailings placement (DSTP) หรือการทิ้งกากของเสียลงสู่ทะเลลึก ซึ่งกระบวนการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
การเปลี่ยนผ่านสู่แบตเตอรี่ LFP
เพื่อลดการพึ่งพานิกเกิล Tesla ได้เริ่มหันมาใช้แบตเตอรี่ประเภท Lithium Iron Phosphate (LFP) สำหรับรถยนต์ที่ผลิตในจีน แม้ว่าแบตเตอรี่ LFP จะมีข้อดีในด้านต้นทุน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาการชาร์จที่นานกว่า ระยะทางการขับขี่ที่สั้นกว่า และประสิทธิภาพที่ลดลงในสภาพอากาศเย็น
ความท้าทายของพลังงานหมุนเวียน: โซลาร์และลม
ปัญหาห่วงโซ่อุปทานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายร่วมกันของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดทั้งหมด
พลังงานแสงอาทิตย์: แม้ว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จะลดลงอย่างรวดเร็วจนสามารถแข่งขันกับไฟฟ้าจากโครงข่ายได้ (Grid Parity) แต่กระบวนการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ยังคงต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและถ่านหินในการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูงกว่า 2,000 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ การหุ้มแผงโซลาร์เซลล์ด้วยพลาสติกซึ่งมาจากน้ำมันดิบ ก็ยังเป็นอีกประเด็นที่น่ากังวล
พลังงานลม: การผลิตกังหันลมจำเป็นต้องใช้เหล็กและคอนกรีตปริมาณมหาศาล ซึ่งอุตสาหกรรมหนักเหล่านี้ยังคงมีความล่าช้าในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
แบตเตอรี่: เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบพลังงานหมุนเวียน และยังคงเผชิญปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่คล้ายคลึงกัน
“อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก”: มองให้ลึกถึงความยั่งยืนที่แท้จริง
ข้อมูลที่นำเสนอไม่ได้มีเจตนาที่จะปฏิเสธความสำคัญของพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีเหล่านี้ ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า พลังงานสะอาด คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับอนาคตของเรา แต่หากเป้าหมายของเราคือ “ความยั่งยืน” ที่แท้จริง เราจำเป็นต้องมองให้รอบด้าน เข้าใจถึงทุกมิติของกระบวนการผลิต รวมถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มักถูกมองข้าม
การให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์สุดท้ายเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราฝากความหวังและเชื่อมั่นในบริษัทพลังงานสะอาดเหล่านี้มากเกินไป จนละเลยการกดดันให้บริษัทต่างๆ ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีความยั่งยืนอย่างแท้จริงตลอดทั้งห่วงโซ่
บทบาทของการบริหารจัดการความต้องการพลังงาน
การลงทุนในหุ้นพลังงานสะอาดที่พุ่งสูง อาจทำให้เรามองข้ามอีกกลยุทธ์สำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม นั่นคือ มาตรการลดการใช้พลังงาน พลังงานสะอาดเป็นเพียงช่องทางการผลิต (supply-side) แต่การบริหารจัดการความต้องการใช้พลังงาน (demand-side) ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผ่านการ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (energy efficiency) และ การประหยัดพลังงาน (energy conservation)
รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla คือความก้าวหน้า แต่ก็ไม่อาจเทียบเท่ากับการใช้ระบบขนส่งมวลชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ในทำนองเดียวกัน การใช้พลังงานโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำมัน แต่ก็ยังไม่เท่ากับการออกแบบเมืองและอาคารให้ลดการพึ่งพาการใช้พลังงานเพื่อความสะดวกสบายลง
บทสรุป
การลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดกำลังเป็นที่จับตา และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ แต่ในฐานะผู้บริโภค นักลงทุน และพลเมืองโลก เราควรมองให้ไกลกว่าเพียงแค่ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์สุดท้าย การทำความเข้าใจในมิติต่างๆ ของห่วงโซ่อุปทาน การสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายที่ส่งเสริมความยั่งยืนอย่างแท้จริง คือก้าวสำคัญที่จะนำพาโลกของเราไปสู่อนาคตที่สะอาดและมั่นคงอย่างแท้จริง
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังพิจารณาการลงทุนในเทรนด์พลังงานสะอาด หรือต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อรับคำปรึกษาและร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน