งานมหกรรมยานยนต์: ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งยนตรกรรม
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานมหกรรมยานยนต์ ซึ่งเปรียบเสมือนเวท
ีแจ้งเกิดของเทคโนโลยีและดีไซน์ใหม่ๆ จากค่ายรถยนต์ทั่วโลก สำหรับงานมหกรรมยานยนต์ในปี 2010 ที่จัดขึ้น ณ Challenger Hall, IMPACT เมืองทองธานี ในช่วงวันที่ 1-12 ธันวาคมนั้น ผมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่คึกคักเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะในปีนั้นมีรถรุ่นเด่นหลายคันที่น่าสนใจ รวมถึงการเปิดตัวเวอร์ชันต้นแบบ (Prototype) ที่ถือเป็นการเผยโฉมครั้งแรกของโลก (World Premier) แม้บางรุ่นจะยังไม่พร้อมวางจำหน่ายจริงก็ตาม
ผมใช้เวลาเดินชมงานอย่างเพลิดเพลิน ทักทายผู้คน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเก็บภาพบรรยากาศอันน่าประทับใจ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมชื่นชอบนอกเหนือจากหน้าที่การงานหลัก การได้สัมผัสกับรถยนต์หลากหลายรุ่น ได้เห็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนที่หลงใหลในยานยนต์ คือความสุขที่หาได้ยากยิ่ง
ไฮไลท์จากบูธต่างๆ: นวัตกรรมและดีไซน์ที่น่าจับตา
BMW / MINI: บูธนี้จัดแสดงรถรุ่นใหม่ถึง 3 คัน โดย BMW 520d และ 525d ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดย BMW 525d มีราคาเปิดตัวที่ 4.4 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ขณะที่ MINI Countryman ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้เข้าชมเสมอมา
Chevrolet: ในวันเปิดตัว เราได้เห็น Cruze รุ่น LTZ เป็นหลัก แต่ในวันถัดมา เราได้เห็นรุ่นย่อยอื่นๆ ตั้งแต่ LS, LT และ LTZ ครบครัน การนำเสนอที่ครอบคลุมนี้แสดงให้เห็นถึงการทำการตลาดที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีของ Chevrolet นอกจากนี้ Aveo CNG ยังเป็นอีกรุ่นที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ Chevrolet ในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ขนาดเล็กที่เน้นความประหยัด
Citroen: หลังจากการปรับโครงสร้างภายใน ยนตรกิจได้แยกการบริหารงานออกเป็น 3 กลุ่ม โดย DAD จะดูแลการตลาดรถในกลุ่ม Audi/MTM, Citroen และรถยนต์จากจีน ฟอนตอน (FOTON) ซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายกับ Toyota Hiace Commuter รุ่นก่อน ปรับหน้าตาใหม่ แต่สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือการนำ Citroen DS3 เข้ามาจำหน่าย ซึ่งเป็นรถที่มีดีไซน์สวยงามน่าใช้ เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ราคา 1.495 ล้านบาท เป็นการตอกย้ำว่า Citroen สามารถแข่งขันกับ MINI ได้อย่างแท้จริง
FIAT: พระนครยนตรการยังคงเดินหน้าทำตลาด Fiat และ Alfa Romeo อย่างต่อเนื่อง โดย Fiat 500 ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่สำคัญ บูธ Fiat ในปีนี้ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม และได้นำ Fiat 500 เครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาจำหน่ายด้วย
Ford: Ford Fiesta ยังคงเป็นดาวเด่นบนเวทีของ Ford ในงาน Motor Expo ปีนี้เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา การมีพื้นที่บูธที่ใหญ่ขึ้นทำให้สามารถจัดแสดงรถยนต์ได้หลากหลายรุ่นมากขึ้น แต่ยังคงไร้เงาของรถกระบะรุ่นใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวในไทยช่วงปลายปี 2011
Honda: การเผยโฉม Honda BRIO รุ่นจริง ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลก (World Premier) ทำให้รถยนต์ขนาดเล็กในกลุ่ม Sub-B-Segment หรือ A-Segment กลายเป็นดาวเด่นของงานทันที โดย Honda ได้ประกาศว่าจะเริ่มจำหน่ายจริงในเดือนมีนาคม 2011 ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 400,000 บาท Honda แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังกับรถยนต์ Eco Car คันนี้ การทุ่มเทลงทุนในการเช่าพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อระบบส่งสัญญาณถ่ายทอดสดการเปิดตัว ยิ่งสะท้อนถึงความสำคัญของรุ่นนี้
Hyundai: Hyundai นำ Grand Starex รถตู้ที่เพิ่งเปิดตัวมาเป็นไฮไลท์หลัก ขณะที่รถต้นแบบสีฟ้า i-Blue ถูกนำมาจัดแสดงในรูปแบบที่น่าสนใจ
Isuzu: Isuzu พลิกภาพลักษณ์ที่เคยเน้นความเป็น “ลูกทุ่ง” ออกไป โดยหันมาเน้น D-Max X-Series ที่เจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและผู้ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งเป็นหลัก ตลาดกำลังจับตาดูการเปิดตัว D-Max รุ่นต่อไปในปี 2011 ภายใต้รหัสโครงการ RT-50 ว่าจะมีกลยุทธ์การตลาดอย่างไร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
Land Rover: ด้วยพื้นที่บูธที่ใหญ่โตอย่างน่าตกใจ British Motor ผู้นำเข้าและจำหน่าย Land Rover ได้ขน SUV มาจัดแสดงแทบจะครบทุกรุ่น
LEXUS: LEXUS CT200h เป็นรถที่ผมไม่ได้คาดคิดว่าจะเห็นในงานนี้ ขนาดตัวรถค่อนข้างเล็ก เหมาะสำหรับผู้ที่ขับรถเพียงลำพัง หรือไม่เน้นพื้นที่โดยสารด้านหลังมากนัก เครื่องยนต์ Hybrid แบบ THS-II เป็นเทคโนโลยีที่ Toyota นำมาใช้ แม้ดีไซน์จะมีจุดที่น่าติ แต่หากสามารถตั้งราคาเริ่มต้นที่ 2.2 ล้านบาทได้ ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค
Mazda: Mazda นำรถต้นแบบ Ryuga มาจัดแสดง รวมถึงรถตกแต่งพิเศษโดยคุณพีท ทองเจือ และ Mazda 2 Navi ที่มาพร้อมระบบนำทางจากโรงงาน
Mitsubishi Motors: Mitsubishi Motors นำ i-MIEV Sport รถต้นแบบพลังงานไฟฟ้า มาจัดแสดง ซึ่งมีสมรรถนะที่น่าประทับใจ และใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Lancer EX ที่Wrap เป็นสีเหลืองหลังคาดำ ดึงดูดสายตาผู้คนได้เป็นอย่างดี Lancer CNG และ Triton CNG ยังคงทำยอดขายได้ดีอย่างต่อเนื่อง
Nissan: แม้จะมี 370Z มาจัดแสดง แต่รุ่นใหม่ที่แท้จริงคือ March Autech ที่มาพร้อมชุดแต่งสไตล์สปอร์ต, X-Trail รุ่นย่อยพิเศษ และ Navara Minorchange ภายในสีดำ Nissan ได้ประกาศว่าจะขนทัพรถรุ่นใหม่มาอย่างเต็มที่ในปีหน้า
Peugeot: ตามสัญญา Peugeot ได้เปิดตัว RCZ รถสปอร์ตสุดสวยงาม เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร Turbo วางจำหน่ายในราคา 2.95 ล้านบาท สำหรับรุ่น 156 แรงม้า และ 3.1 ล้านบาท สำหรับรุ่น 200 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามอง
Proton: Proton Saga รุ่น Minorchange ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลกในประเทศไทย ได้เข้ามาทำตลาด เป็นการต่อยอดความสำเร็จของ Proton ในตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก
RUF: การกลับมาของ RUF สร้างความฮือฮาในกลุ่มนักนิยมความแรง ด้วยการเป็นสำนักโมดิฟายที่มีสิทธิ์ตอก VIN Number ตามกฎหมายเยอรมัน แม้จะใช้พื้นฐานจาก Porsche ก็ตาม
Ssangyong: Ssangyong Korando โฉมใหม่ พลิกโฉมจากรุ่นเดิมอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นรถ SUV ที่สวยงามน่าใช้
Subaru: Subaru เปิดตัว Impreza WRX A-Spec เกียร์อัตโนมัติ พร้อมพริตตี้สาวสวยน้องมาร์ ที่ดึงดูดสายตาสื่อมวลชนและผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก
Suzuki: พริตตี้ของ Suzuki ดึงดูดช่างภาพจำนวนมาก ขณะที่รถยนต์ Eco Car คาดว่าจะพบกันในปี 2012
TATA MOTORS: Tata Motors นำรถต้นแบบพลังงานไฟฟ้า Indica EV มาจัดแสดง และกำลังเตรียมทำตลาด Nano ในประเทศไทย
TOYOTA: Toyota นำ Prius มาจัดแสดงจำนวนมาก ซึ่งเป็นรถยนต์ Hybrid รุ่นที่ 2 ที่ประกอบในประเทศไทย Toyota ยืนยันว่า Prius สามารถขึ้นทางชันได้แน่นอนหลังจากการปรับจูนระบบให้เข้ากับสภาพเมืองไทย
VOLVO: Volvo XC60 D3 CKD และ S60 ใหม่ 2.0T ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าชมงาน
Volkswagen: Volkswagen ยังคงทำตลาดรถยนต์รุ่นเดิม และ Golf GTI กับ Scirocco ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง
Super Car (Gray Market): งานนี้มีรถ Super Car จากผู้นำเข้ารายย่อย (Gray Market) จำนวนมาก เช่น Ferrari California ที่จัดแสดงโดย TSL
โดยรวมแล้ว งานมหกรรมยานยนต์ปีนี้ ไม่ได้กร่อยอย่างที่คาดการณ์ บรรยากาศการขายอาจจะลดลงเล็กน้อย เนื่องจากค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่หันมาเน้นการจัดแสดงเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีของอุตสาหกรรมยานยนต์
Mercedes-Benz B-Class: ความประหลาดที่น่าค้นหา
ในอีก 4 เดือนต่อมา ในงาน Bangkok International Motor Show 2012 ณ บูธ Mercedes-Benz Thailand ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับ B-Class เป็นครั้งแรก แม้จะไม่ได้ประทับใจในครั้งแรกที่เห็น แต่เมื่อได้รับโอกาสให้ทดลองขับ B-Class B200 Blue Efficiency เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน กลับทำให้ผมต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อรถคันนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
การออกแบบที่แตกต่าง: จาก Minivan สู่ Compact Sport Tourer
Mercedes-Benz B-Class รหัส W245 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 ถูกนิยามว่าเป็น “Compact Sport Tourer” ไม่ใช่ Minivan แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะใกล้เคียงก็ตาม การออกแบบที่เน้นความแตกต่างจาก A-Class อย่างชัดเจน พร้อมสโลแกน “The Mercedes-Benz, unlike any other” ทำให้ B-Class มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
วิวัฒนาการสู่รุ่นที่ 2 (W246): การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
B-Class รุ่นที่ 2 (W246) ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยใช้พื้นฐานโครงสร้าง MFA (Mercedes-Benz Front-wheel-drive Architecture) ร่วมกับ A-Class รุ่นใหม่ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างจาก A-Class ให้มากขึ้น ทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยี
ดีไซน์ภายนอก: ลู่ลมและทันสมัย
B-Class W246 มีเส้นสายที่ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ (Cd) เพียง 0.26 ถือเป็นสถิติที่ดีที่สุดสำหรับรถ Minivan 5 ประตูที่ผลิตจำหน่ายจริง ไฟหน้า Bi-Xenon พร้อม Daytime Running Light แบบ LED และชุดไฟท้ายดีไซน์ทันสมัย ทำให้รถดูโฉบเฉี่ยวและน่าสนใจ
ภายในห้องโดยสาร: กว้างขวาง สะดวกสบาย และหรูหรา
การเข้า-ออกจากรถทำได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยตำแหน่งเบาะนั่งที่ยกสูงขึ้น พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง ARTIGO ปรับไฟฟ้าพร้อม Memory Seat ในรุ่น B200 BE ระบบปรับอากาศ THERMATIC อาจไม่ได้เย็นฉ่ำทันใจเท่าที่ควร แต่โดยรวมแล้ว ให้ความรู้สึกสบายในการเดินทาง
สมรรถนะและระบบขับเคลื่อน: แรงเกินคาด ประหยัดเกินจริง
B200 BE มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร Turbo 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 9.58 วินาที และความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม. เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7G-DCT ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การขับขี่ในรอบกลาง (3,000-5,000 รอบ/นาที) ให้ความรู้สึกสนุกและเร้าใจ
ระบบช่วงล่างและเบรก: มั่นคง นุ่มนวล และปลอดภัย
ช่วงล่างเซ็ตมาแบบ Comfort เน้นความนุ่มนวล แต่ยังคงให้ความมั่นใจในการเข้าโค้ง พวงมาลัยตอบสนองไวและแม่นยำ ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ พร้อมระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยมากมาย เช่น ESP, ABS, BAS, ASR, PRE-SAFE และระบบช่วยจอด Active Parking Assist มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: น่าประทับใจเกินคาด
การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ด้วยการวิ่งบนทางด่วนด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. เปิดแอร์ นั่ง 2 คน ทำตัวเลขได้ถึง 16.31 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าน่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ขนาดนี้
ข้อสังเกตและสิ่งที่ควรปรับปรุง
ตำแหน่งคันเกียร์: การย้ายตำแหน่งคันเกียร์ไปที่คอพวงมาลัย อาจก่อให้เกิดความสับสนและอุบัติเหตุได้ง่าย
เบาะหลัง: เบาะรองนั่งด้านหลังค่อนข้างสั้น อาจไม่สบายนักสำหรับการเดินทางไกล
การเก็บเสียงยาง: เสียงยางบดถนนดังเข้ามาในห้องโดยสารมากเกินไป
อัตราเร่งช่วงต้นและปลาย: อัตราเร่งช่วงออกตัวและช่วงปลายยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร
ออพชัน: ขาดระบบนำทาง Navigation System และระบบปรับอากาศแยกโซน
สรุป: รถ Benz ที่แตกต่างและน่าสนใจ
Mercedes-Benz B-Class B200 BE คือรถยนต์ที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด แต่ขับดีเกินคาด ด้วยสมรรถนะที่น่าพอใจ ความประหยัดน้ำมันที่โดดเด่น และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน แม้จะมีข้อสังเกตบางประการ แต่ B-Class ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ที่มองหารถยนต์ Benz ที่มีความแตกต่าง ใช้งานได้หลากหลาย และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ขับขี่ในเมืองได้อย่างคล่องตัว และยังคงไว้ซึ่งความหรูหราและสมรรถนะในแบบฉบับ Mercedes-Benz แล้วละก็ B-Class คือรถที่คุณควรพิจารณาอย่างจริงจัง ลองเปิดใจสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับ Mercedes-Benz B-Class แล้วคุณอาจจะพบว่า ความแปลกประหลาดนี้ มาพร้อมกับความคุ้มค่าที่คุณคาดไม่ถึง
พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับแล้วหรือยัง?
เชิญทดลองขับ Mercedes-Benz B-Class ได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการใกล้บ้านคุณ หรือติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้ววันนี้ แล้วคุณจะค้นพบว่า การเลือกที่แตกต่าง อาจนำมาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ.