การลงทุนในพลังงานสะอาด: เบื้องหลังความยั่งยืนที่อาจมองข้าม
ในยุคที่กระแสการใส่ใจสิ่งแวดล้อมทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแวดวงการลงทุน “การลงทุนอย่างยั่งยืน” (Sustainable Investment) ได้กลายเ
ป็นหนึ่งในเทรนด์หลักที่ขับเคลื่อนตลาด โดยมีดัชนี ESG (Environmental, Social and Governance) เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินมูลค่าและความน่าเชื่อถือของบริษัท ไม่ใช่เพียงการสร้างผลกำไรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและโลกใบนี้
ในช่วงปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทที่โดดเด่นด้าน ESG โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออนาคตของธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอเมริกัน ซึ่งราคาหุ้นเติบโตกว่า 800% ในปี 2020 จนกลายเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลก และติดอันดับ 5 บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ก็เติบโตขึ้นถึง 550% ในเวลาเพียงหนึ่งปี ขณะที่ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่จากจีน และ Enphase Energy ผู้ผลิตไมโครอินเวอร์เตอร์สำหรับระบบโซลาร์ ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเช่นกัน
ความน่าสนใจของตัวเลขเหล่านี้ ชี้ให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับเทรนด์โลกอนาคต หลายคนมองว่าธุรกิจเหล่านี้คืออนาคตที่กำลังจะเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่รวดเร็วนี้ ย่อมนำมาซึ่งคำถามและการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ธุรกิจเหล่านี้ “สะอาด” จริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่? และห่วงโซ่อุปทานของพวกเขา เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด?
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมมาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมพบว่าภายใต้ภาพลักษณ์อันสวยงามของ “พลังงานสะอาด” นั้น อาจมีมิติที่ซับซ้อนและท้าทายซึ่งมักไม่ได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลาย บทความนี้จึงตั้งใจจะเจาะลึกในประเด็นเหล่านี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพที่รอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ การลงทุนในพลังงานสะอาด เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืนอย่างแท้จริง
เจาะลึกกรณีศึกษา: Tesla และความท้าทายของห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่
เมื่อเดือนกันยายน 2020 อีลอน มัสก์ ได้ประกาศเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของ Tesla คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 20 ล้านคันต่อปี ภายในปี 2030 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากประมาณ 5 แสนคันในปี 2020 แม้จะเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้น แต่เป้าหมายนี้ได้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับปริมาณทรัพยากรที่จำเป็น โดยเฉพาะแร่ธาตุหลักที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล
จากการประเมินของ Adamas Intelligence และ Mining.com โดยใช้ข้อมูลปี 2019 เป็นฐาน (เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจาก COVID-19 ในปี 2020) พบว่าหาก Tesla บรรลุเป้าหมายดังกล่าว จะต้องใช้ลิเธียมเพิ่มขึ้นถึง 165% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปี 2019 (จาก 77,000 ตัน เป็น 127,302 ตัน) และโคบอลต์เพิ่มขึ้น 56% (จาก 122,000 ตัน เหลือ 68,315 ตัน) ซึ่งปริมาณโคบอลต์ที่ต้องการนั้นใกล้เคียงกับปริมาณการผลิตทั่วโลก
Tesla เองก็ดูจะตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี จากงาน “Battery Day” อีลอน มัสก์ ได้นำเสนอแนวทางแก้ไข โดยกล่าวถึงประสิทธิภาพในการสกัดลิเธียมด้วยการเพิ่มเกลือ และการซื้อบริษัท Glencore ผู้ผลิตโคบอลต์รายใหญ่ พร้อมเน้นย้ำถึงมาตรฐานแรงงานในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องนิกเกิลยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ Tesla คาดการณ์ว่าในปี 2030 จะต้องใช้นิกเกิลเพิ่มขึ้นถึง 31% ของปริมาณการผลิตทั่วโลกในปี 2019 หรือเทียบเท่าปริมาณการผลิตรวมของ 6 ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด ซึ่งหมายถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel)
ความต้องการนิกเกิลนี้เองที่ผลักดันให้ Tesla สนใจลงทุนในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลอันดับหนึ่งของโลก ทว่าอุตสาหกรรมนิกเกิลในอินโดนีเซียเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงเนื่องจากวิธีการกำจัดของเสียที่เรียกว่า Deep-sea tailings placement (DSTP) ซึ่งเป็นการปล่อยของเสียลงสู่ทะเลลึก วิธีการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล ดังกรณีตัวอย่างที่ Basamuk Bay ในปาปัวนิวกินี ที่ของเสียจากโรงงานนิกเกิลทำให้ทะเลเปลี่ยนเป็นสีแดง
อีกแนวทางหนึ่งของ Tesla คือการเปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่ประเภท LFP (Lithium Iron Phosphate) ซึ่งไม่มีส่วนประกอบของนิกเกิล (เดิม Tesla ใช้ NCA หรือ Nickel-Cobalt-Aluminium) แม้แบตเตอรี่ LFP จะได้รับความสนใจ แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ใช้เวลาชาร์จนานกว่า วิ่งได้ระยะทางสั้นกว่า และมีปัญหาเมื่อเจออากาศเย็น
ความท้าทายที่ซ่อนเร้นในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน: โซลาร์และลม
ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ Tesla เผชิญนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นความท้าทายร่วมกันของธุรกิจพลังงานสะอาดทุกประเภท
พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) และพลังงานลม คือสองเสาหลักของพลังงานหมุนเวียนที่กำลังมาแรง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทั้งสองประเภทนี้ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโซลาร์ที่ลดลงถึง 82% ตั้งแต่ปี 2010 ทำให้สามารถแข่งขันกับราคาไฟฟ้าจากโครงข่ายหลักได้โดยตรง (Grid Parity)
แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ คือความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทานที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม แผงโซลาร์ต้องใช้ซิลิคอนเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งกระบวนการผลิตต้องใช้พลังงานสูงถึง 2,000 องศาเซลเซียส และต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล รวมถึงใช้ถ่านหินในการทำปฏิกิริยากับคาร์บอน นอกจากนี้ พลาสติกที่ใช้หุ้มแผงโซลาร์ยังมาจากน้ำมันดิบ
อีกประเด็นสำคัญคือพื้นที่ที่ใช้สำหรับโครงการโซลาร์ขนาดใหญ่ โดยคาดการณ์ว่าฟาร์มโซลาร์ขนาด 1 MW (เพียงพอสำหรับบ้านประมาณ 100 หลัง) ต้องใช้พื้นที่ถึง 4 ไร่
สำหรับพลังงานลมนั้น กังหันลมต้องใช้เหล็กและคอนกรีตในปริมาณมหาศาล ซึ่งอุตสาหกรรมหนักเหล่านี้ยังมีความก้าวหน้าในการลดการปล่อยคาร์บอน (decarbonization) ที่ค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและการขนส่ง
และที่ขาดไม่ได้คือ “แบตเตอรี่” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานหมุนเวียน และเผชิญปัญหาเดียวกันกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่เราได้กล่าวถึงไปแล้ว
“อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก”: การลงทุนที่รอบด้านในยุค ESG
ข้อมูลที่นำเสนอทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะบ่อนทำลายความสำคัญของพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ผมยืนยันอย่างหนักแน่นว่าพลังงานสะอาดมีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต แต่หากเป้าหมายของเราคือ “ความยั่งยืนที่แท้จริง” (True Sustainability) เราจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ครบทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นจุดที่หลายบริษัทมักมองข้าม
การมองเห็นเพียงผลิตภัณฑ์สุดท้าย อาจทำให้เราฝากความหวังและเชื่อมั่นในบริษัทพลังงานสะอาดเหล่านี้ ผ่านราคาหุ้นที่สูงลิบ ว่าจะเป็น “ไม้ตาย” ที่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ และชะล่าใจ จนละเลยการกดดันให้บริษัทเหล่านั้นปรับปรุงให้ “สะอาด” ในทุกมิติอย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ ราคาหุ้นพลังงานสะอาดที่พุ่งสูง อาจทำให้เรามองข้ามแนวทางอื่นที่สำคัญไม่แพ้กันในการต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อม นั่นคือ “มาตรการลดการใช้พลังงาน” (Demand-side Management) พลังงานสะอาดเป็นเพียงช่องทางการผลิตพลังงาน (Supply-side) แต่การบริหารจัดการความต้องการใช้พลังงานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) หรือการประหยัดพลังงาน (Energy Conservation)
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Tesla เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ดีไม่เท่ากับการใช้ระบบขนส่งมวลชน ในทำนองเดียวกัน การใช้พลังงานโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำมัน แต่ก็ยังดีไม่เท่าการออกแบบเมืองและอาคารให้ลดการพึ่งพาการใช้เครื่องปรับอากาศจนเป็นทางเลือกสุดท้าย
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามแนวโน้ม การลงทุนในพลังงานสะอาด มาตลอด ผมขอชวนนักลงทุนทุกท่านให้มองข้ามตัวเลขการเติบโตที่หวือหวา และเจาะลึกเข้าไปในแก่นแท้ของความยั่งยืนอย่างแท้จริง การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจเหล่านี้ การเข้าใจความท้าทายที่แท้จริง และการสนับสนุนแนวทางที่ครอบคลุมทั้งด้านการผลิตและการใช้พลังงาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนและส่งผลดีต่อโลกของเราในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการ ลงทุนอย่างยั่งยืน ที่แท้จริง การทำความเข้าใจมิติที่ซับซ้อนของ ธุรกิจพลังงานสะอาด คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เรายินดีให้คำปรึกษาและนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเพื่อช่วยให้การตัดสินใจลงทุนของคุณไม่เพียงแต่ทำกำไร แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อโลกของเราอีกด้วย