Ford Ranger Wildtrak 3.2: สุดยอดกระบะสายพันธุ์แกร่ง ดีไซน์โดนใจ สมรรถนะเหนือชั้น (ฉบับอัปเดต 2025)
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่า 10 ปี วันนี้มีโอกาสได้กลับมาสั
มผัสกับตำนานกระบะพันธุ์แกร่งอย่าง Ford Ranger อีกครั้งในรุ่น Wildtrak 3.2 ที่มาพร้อมการปรับปรุงและพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับปี 2025 ที่เทคโนโลยีและเทรนด์การใช้งานรถยนต์มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว Ford Ranger Wildtrak 3.2 ยังคงเป็นชื่อที่หลายคนนึกถึงเมื่อพูดถึงรถกระบะที่ “ครบเครื่อง” ทั้งดีไซน์สมรรถนะ และความอเนกประสงค์
การออกแบบที่สะท้อนตัวตน: ความบึกบึนที่มาพร้อมความสง่างาม
สิ่งที่ทำให้ Ford Ranger Wildtrak 3.2 โดดเด่นมาตั้งแต่แรกเห็น คือ ดีไซน์ภายนอกที่ผสมผสานความแข็งแกร่งแบบรถกระบะพันธุ์ลุย เข้ากับความประณีตที่ทำให้รถคันนี้ดูพรีเมียมยิ่งขึ้น ในรุ่น Wildtrak นี้ Ford ได้นำเสนอเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจน กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่เคยเป็นโครเมียมในรุ่นก่อนๆ ถูกเปลี่ยนเป็นสีดำเงาเข้ม เสริมด้วยโลโก้ Ford และชื่อรุ่นที่เด่นชัด ทำให้ด้านหน้าดูดุดันและทรงพลังมากขึ้น ชายกันชนด้านล่างที่ตัดด้วยสีบรอนซ์เงิน และการออกแบบชุดไฟตัดหมอกที่ดูมีมิติ ช่วยเสริมความน่าสนใจให้กับส่วนหน้าของรถ
เส้นสายของตัวถังถูกออกแบบมาให้เน้นความบึกบึน โดยเฉพาะส่วนของโป่งล้อทั้งสี่ที่ดูเต็มซุ้ม ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ที่ให้มาเป็นมาตรฐานจากโรงงาน ช่วยเสริมลุคให้ดูสปอร์ตและพร้อมลุยขึ้นไปอีกขั้น บันไดข้างได้รับการออกแบบมาอย่างลงตัว ไม่เกะกะจนเกินไป แต่ยังคงใช้งานได้จริง นอกจากนี้ ยังมีออปชันที่น่าสนใจอย่างไฟส่องสว่างข้างตัวรถที่ซ่อนอยู่ใต้กระจกมองข้าง ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มักพบในรถยนต์นั่งระดับพรีเมียม แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของ Ford ที่ต้องการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน
การตกแต่งสีดำรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นกรอบกระจกมองข้าง มือจับประตู หรือสปอร์ตบาร์ที่กระบะท้าย ช่วยเพิ่มความเข้มและความสปอร์ตให้กับตัวรถได้อย่างลงตัว ด้านท้ายรถ โลโก้ Ford และชื่อรุ่น Ranger ถูกออกแบบให้เด่นชัด สะท้อนถึงความมั่นใจของแบรนด์ ในขณะที่กันชนหลังและแผงปิดกระบะท้ายสีดำ ก็ช่วยเสริมความดุดันไม่แพ้ด้านหน้า กล้องมองหลังและเซ็นเซอร์กะระยะ 4 จุดรอบคัน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับรถกระบะขนาดใหญ่ ช่วยให้การถอยจอดและการกะระยะทำได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสาร: เทคโนโลยีครบครัน ความสะดวกสบายที่เหนือกว่า
ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ Ford Ranger Wildtrak 3.2 จะพบกับการจัดวางที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง พร้อมการผสมผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ากับความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว การออกแบบแผงคอนโซลที่เน้นโทนสีดำ ตัดกับวัสดุสีเงินเมทัลลิกในบางจุด เช่น บริเวณคอนโซลกลาง กรอบหน้าปัด และมือจับประตู ทำให้ห้องโดยสารดูสปอร์ต ทันสมัย และไม่น่าเบื่อ การใช้สีฟ้าอ่อนเป็นสีหลักในการแสดงผลของมาตรวัด หน้าจอ MID และระบบเครื่องเสียง ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและสบายตา
ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความแม่นยำและหลากหลายยิ่งขึ้น การเชื่อมต่อบลูทูธ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ช่องต่อ AUX/USB และสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ล้วนเป็นออปชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางอย่างแท้จริง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกซ้าย-ขวา ช่วยให้ผู้โดยสารทั้งสองฝั่งสามารถปรับอุณหภูมิที่ต้องการได้อย่างอิสระ
สิ่งที่หลายคนอาจจะต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยในช่วงแรก คือ ตำแหน่งและการใช้งานของปุ่มควบคุมต่างๆ ที่อาจต้องอาศัยการศึกษาคู่มือสักเล็กน้อย แต่เมื่อใช้งานไปสักพัก ก็จะพบว่าการควบคุมระบบต่างๆ นั้นทำได้ไม่ยาก และช่วยให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องละสายตาจากถนนนานๆ
เบาะนั่ง: ความสบายที่ตอบโจทย์ทุกสรีระ
จุดเด่นที่น่าประทับใจอีกอย่าง คือ การออกแบบเบาะนั่ง เบาะคู่หน้าของ Wildtrak 3.2 ได้รับการออกแบบมาให้มีขนาดใหญ่ นั่งสบาย รองรับสรีระผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นผู้ที่มีรูปร่างใหญ่ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความอึดอัด วัสดุที่ใช้ในการหุ้มเบาะเป็นหนังคุณภาพดี ตัดเย็บอย่างประณีต สลับกับวัสดุตาข่าย และมีการปักชื่อรุ่น Wildtrak อย่างโดดเด่น ทำให้เบาะนั่งดูสปอร์ตและมีความเป็นเอกลักษณ์
สำหรับการเดินทางไกล ผมพบว่าเบาะนั่งให้การรองรับที่ดีเยี่ยม ไม่ก่อให้เกิดอาการเมื่อยล้าหรือปวดเมื่อยแต่อย่างใด แม้ผู้ที่มีรูปร่างเล็ก อาจจะรู้สึกว่าปีกเบาะด้านข้างโอบอุ้มได้ไม่มากเท่าที่ควร แต่โดยรวมแล้ว ประสบการณ์การนั่งถือว่ายอดเยี่ยม
ส่วนเบาะนั่งด้านหลัง ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเช่นกัน สำหรับผู้ที่สูง 178 ซม. อย่างผม พื้นที่วางขามีอย่างเหลือเฟือ ไม่มีการติดเข่ากับเบาะหน้า พนักพิงหลังมีความชันที่พอเหมาะ นั่งสบาย ไม่รู้สึกอึดอัด และมีพื้นที่เหนือศีรษะเพียงพอ แม้จะนั่งหลังตรงก็ตาม ความนุ่มสบายของเบาะนั่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Ford Ranger Wildtrak 3.2 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวที่มองหารถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย
สมรรถนะเครื่องยนต์: พลังดิบที่พร้อมพาคุณไปทุกที่
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Ford Ranger Wildtrak 3.2 โดดเด่น คือ เครื่องยนต์ดีเซล TDCi ขนาด 3.2 ลิตร VG Turbo พร้อม Intercooler ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมดสปอร์ต (Ds)
พละกำลังที่ได้จากเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร นี้ เหลือเฟือสำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง หรือการเดินทางไกล การตอบสนองของคันเร่งทำได้ดี แม้จะมีอาการหน่วงเล็กน้อยก่อนที่เครื่องยนต์จะตอบสนองอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ การใช้ความเร็วเดินทางที่ 110-130 กม./ชม. ทำได้อย่างสบายๆ และเมื่อต้องการเร่งแซง เพียงแค่คิกดาวน์ หรือเพิ่มน้ำหนักที่แป้นคันเร่งเพียงเล็กน้อย รถก็พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ
อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ อาจทำงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เช่น เมื่อขับขี่ที่ความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. และต้องการเร่งแซง การคิกดาวน์อาจไม่ทำให้เกียร์เปลี่ยนลงมาทันที แต่กลับใช้เกียร์เดิมและค่อยๆ ไต่ระดับความเร็วขึ้นไป ซึ่งอาจทำให้การแซงในบางสถานการณ์ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น แม้ว่าทาง Ford อาจจะตั้งโปรแกรมเกียร์มาเพื่อเน้นประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ และความประหยัด แต่ในแง่ของการตอบสนองที่ฉับไวในสถานการณ์คับขัน อาจเป็นจุดที่ต้องพิจารณา
อัตราเร่งและการขับขี่: ความมั่นใจในทุกช่วงความเร็ว
การทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. พร้อมผู้โดยสาร 4 คน และสัมภาระน้ำหนักรวมกว่า 300 กก. ในโหมดขับขี่ปกติ (D) อยู่ที่ประมาณ 12.49 วินาที ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับรถกระบะขนาดใหญ่ เมื่อพิจารณาจากน้ำหนักและภาระบรรทุก อาการหน่วงในช่วงออกตัว 1-1.5 วินาที เป็นช่วงที่เทอร์โบกำลังเริ่มทำงาน หลังจากนั้น รถจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
พวงมาลัยถูกเซ็ตน้ำหนักมาค่อนข้างหนืด ทำให้การขับขี่ทางไกลมีความมั่นใจ ลดอาการเหนื่อยล้าจากการประคองพวงมาลัยได้อย่างมาก การทดสอบวิ่งระยะทางกว่า 900 กิโลเมตร กรุงเทพฯ – บุรีรัมย์ ไปกลับ พบว่า ไม่มีความรู้สึกเมื่อยล้าใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งต้องชื่นชมการเซ็ตน้ำหนักพวงมาลัย เบาะนั่ง ช่วงล่าง และสมรรถนะโดยรวมที่ทำให้การเดินทางไกลเป็นไปอย่างสะดวกสบาย
ช่วงล่าง: ความแน่นหนึบที่ผสมผสานกับความนุ่มนวล
ช่วงล่างของ Ford Ranger Wildtrak 3.2 ถูกเซ็ตมาในสไตล์ที่แน่นหนึบ แต่ก็ยังคงความนุ่มนวลเอาไว้ได้อย่างลงตัว มีอาการเด้งบ้างตามแบบฉบับรถกระบะที่เน้นการบรรทุก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกระด้างจนเกินไป การซับแรงกระแทกทำได้ดีเยี่ยม ทำให้แม้จะขับผ่านพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบนัก ผู้โดยสารก็ไม่รู้สึกตึงตังจนเกิดอาการปวดเมื่อย ถือเป็นช่วงล่างที่น่าประทับใจสำหรับรถกระบะในระดับเดียวกัน
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: สมดุลระหว่างสมรรถนะและความประหยัด
สำหรับการขับขี่ด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. และบางครั้งเร่งไปถึง 160 กม./ชม. อัตราการบริโภคน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 10 กม./ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ น้ำหนักรถ และภาระบรรทุกที่เพิ่มขึ้น ตัวเลขนี้ถือว่าไม่น่าเกลียด และเป็นการแลกมาซึ่งสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม
สรุป: Ford Ranger Wildtrak 3.2 กระบะอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
Ford Ranger Wildtrak 3.2 เป็นมากกว่าแค่รถกระบะ มันคือสหายร่วมทางที่พร้อมพาคุณไปทุกที่ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะอันทรงพลัง ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่เหนือกว่า และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้รถกระบะรุ่นนี้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหารถที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางไกล ไปจนถึงการลุยในเส้นทางสมบุกสมบัน
สำหรับท่านที่กำลังมองหารถกระบะ 4 ประตู ที่หล่อ เท่ พร้อมออปชันจัดเต็มมาจากโรงงาน Ford Ranger Wildtrak 3.2 คือคำตอบที่ท่านไม่ควรมองข้าม
หากคุณพร้อมแล้วที่จะสัมผัสประสบการณ์แห่งความแกร่งและความอเนกประสงค์อย่างแท้จริง อย่ารอช้า! นัดหมายเพื่อทดลองขับ Ford Ranger Wildtrak 3.2 ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม Ford ใกล้บ้านท่าน แล้วคุณจะค้นพบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” สำหรับคุณ