ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 3.2: ตำนานกระบะพันธุ์แกร่ง ที่พร้อมเขย่าตลาดปี 2025
ในยุคที่ตลาดรถกระบะมีการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดสำคัญของรถประเภทนี้ ยังคงมีกระบะไม่กี่รุ่นที่สา
มารถยืนหยัดและสร้างความประทับใจได้อย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ ฟอร์ด เรนเจอร์ โดยเฉพาะรุ่น Wildtrak 3.2 ที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังมาพร้อมสมรรถนะที่ทรงพลัง และความอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ ซึ่งหลังจากที่ผมได้คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มามากกว่า 10 ปี และได้สัมผัสกับรถกระบะมาหลากหลายรุ่น ผมขอบอกเลยว่า Ford Ranger Wildtrak 3.2 ยังคงเป็นกระบะที่น่าจับตามอง และเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ผมอยากแนะนำอย่างยิ่ง
ดีไซน์ที่สะกดทุกสายตา: ความบึกบึนที่มาพร้อมความสปอร์ต
สิ่งที่ทำให้ Ford Ranger Wildtrak 3.2 แตกต่างและเป็นที่จดจำได้ทันที คือการออกแบบภายนอกที่ผสมผสานความบึกบึน แข็งแกร่ง ตามสไตล์รถกระบะอเมริกัน เข้ากับความโฉบเฉี่ยวสปอร์ตได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้าย การปรับปรุงดีไซน์ในรุ่น Wildtrak เน้นความดุดันด้วยกระจังหน้าสีดำขนาดใหญ่ พร้อมโลโก้และชื่อรุ่นที่เด่นชัด เสริมด้วยคิ้วสีบรอนซ์บริเวณชายล่างและชุดแต่งรอบไฟตัดหมอก เพิ่มมิติและความน่าเกรงขามให้กับด้านหน้า
ไฟหน้าขนาดใหญ่รับกับเส้นสายของตัวรถที่ดูแข็งแรง โป่งล้อทั้งสี่ถูกเน้นให้ดูบึกบึนยิ่งขึ้น เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วจากโรงงาน และบันไดข้างที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้จริง ไม่เกะกะ แต่ยังคงความแข็งแรง ในส่วนของดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ การใช้สีดำตัดกับสีตัวถังหลักในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นกรอบหน้าต่าง กระจกมองข้าง มือจับประตู ไปจนถึงสปอร์ตบาร์บริเวณกระบะท้าย ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสปอร์ต และพรีเมียมมากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งออปชันที่น่าสนใจและหาได้ยากในรถกระบะระดับเดียวกัน คือ ไฟส่องสว่างข้างตัวรถ ที่ซ่อนอยู่ใต้กระจกมองข้าง ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในยามค่ำคืนได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่มความสะดวกสบายและภาพลักษณ์ที่เหนือกว่าให้กับ Ford Ranger Wildtrak 3.2
ด้านท้ายของรถยังคงความโดดเด่นด้วยโลโก้ Ford และสัญลักษณ์ RANGER ขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ชัดเจน กันชนหลังและแผงปิดกระบะท้ายในรุ่น Wildtrak ถูกปรับให้เป็นสีดำทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากรุ่นปกติที่มักจะเป็นโครเมียม การมีกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง 4 จุด ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการจอดรถได้อย่างมาก
ภายในที่กว้างขวาง สะดวกสบาย และเต็มไปด้วยเทคโนโลยี
ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ Ford Ranger Wildtrak 3.2 สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความกว้างขวาง และการจัดวางอุปกรณ์ที่เน้นความสะดวกสบายของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร การตกแต่งภายในส่วนใหญ่เป็นโทนสีดำ เสริมด้วยวัสดุสีเงินเมทัลลิกบริเวณคอนโซลกลาง กรอบมาตรวัด และมือจับประตู สร้างบรรยากาศที่ทันสมัย สปอร์ต และไม่ดูเรียบจนเกินไป
จุดเด่นสำคัญคือ ระบบสั่งงานด้วยเสียง (Voice Command) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียง การโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ หรือระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกซ้าย-ขวา อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ช่องต่อ AUX/USB และสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ล้วนถูกจัดวางมาให้อย่างครบครัน
แม้ว่าการใช้งานปุ่มควบคุมต่างๆ ในช่วงแรกอาจต้องอาศัยการเรียนรู้และทำความคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่เมื่อใช้งานไปสักระยะ จะพบว่าระบบต่างๆ ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย และตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษคือ เบาะนั่ง ของ Ford Ranger Wildtrak 3.2 ซึ่งได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเบาะหน้า ที่มีขนาดใหญ่ นั่งสบาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีรูปร่างใหญ่ หรือต้องการเดินทางไกล โดยไม่รู้สึกเมื่อยล้า การตัดเย็บที่ประณีต พร้อมการปักชื่อรุ่น Wildtrak และการใช้ลายตาข่ายเล็กน้อย ตัดกับ ด้ายสีส้ม ทำให้เบาะดูมีเอกลักษณ์ และเพิ่มความรู้สึกสปอร์ตภายในห้องโดยสารได้อย่างลงตัว
สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง Ford Ranger Wildtrak 3.2 ยังคงรักษามาตรฐานความกว้างขวางได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นรถกระบะ แต่พื้นที่วางขา และพื้นที่เหนือศีรษะมีเพียงพอต่อการเดินทางไกลโดยไม่รู้สึกอึดอัด ความชันของพนักพิงเบาะหลังก็ถูกปรับมาให้เหมาะสม นั่งสบายกว่ารถกระบะ 4 ประตูหลายๆ รุ่นในตลาด
ขุมพลังที่เหนือกว่า: แรงบิดที่ดุดัน พร้อมลุยทุกสถานการณ์
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Ford Ranger Wildtrak 3.2 เป็นที่กล่าวขาน คือเครื่องยนต์ดีเซล TDCi ขนาด 3.2 ลิตร VG Turbo พร้อม Intercooler ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 200 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 470 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์เพียง 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมดสปอร์ต (Ds) ที่สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์เองได้
กำลังจากเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรนี้ เพียงพอต่อการใช้งานในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในชีวิตประจำวัน การบรรทุกสัมภาระหนัก หรือแม้กระทั่งการเดินทางในเส้นทางที่ท้าทาย การตอบสนองของคันเร่งทำได้ดีเยี่ยม แม้จะมีอาการหน่วงเล็กน้อยในช่วงออกตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเครื่องยนต์เทอร์โบ แต่เมื่อพ้นช่วงดังกล่าวไปแล้ว รถจะพุ่งทะยานออกไปอย่างทรงพลัง การรักษาความเร็วในช่วง 110-130 กม./ชม. ทำได้อย่างสบายๆ และเมื่อต้องการเร่งแซง เพียงแค่คิกดาวน์ หรือเพิ่มน้ำหนักคันเร่งเพียงเล็กน้อย รถก็พร้อมที่จะพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ
อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะการทำงานของเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ อาจไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้ขับขี่คาดหวัง เช่น ในบางครั้งเมื่อต้องการเร่งแซงที่ความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. การคิกดาวน์อาจไม่ทำให้เกียร์เปลี่ยนลงมา ส่งผลให้การเร่งแซงในบางสถานการณ์ต้องอาศัยการลุ้นอยู่บ้าง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการตั้งโปรแกรมควบคุมเกียร์ที่เน้นการใช้แรงบิดสูงสุด หรือเพื่อความประหยัดน้ำมันเป็นหลัก
สำหรับการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยมีผู้โดยสาร 4 คน และสัมภาระรวมประมาณ 300 กก. Ford Ranger Wildtrak 3.2 ทำเวลาเฉลี่ยได้ที่ 12.49 วินาที ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมาก สำหรับรถกระบะขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงน้ำหนักรวมของรถและสัมภาระ
สมรรถนะการขับขี่: ความมั่นคง และความสบายที่เหนือกว่า
สิ่งที่ทำให้ Ford Ranger Wildtrak 3.2 โดดเด่นอย่างแท้จริง คือประสบการณ์การขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเดินทางไกล พวงมาลัยของรถถูกเซ็ตมาให้มีความหนืดในระดับที่เหมาะสม ช่วยลดอาการเหนื่อยล้าจากการประคองพวงมาลัยในระยะทางยาวๆ ได้เป็นอย่างดี ความหนืดนี้ยังช่วยให้การควบคุมรถมีความมั่นคง รู้สึกเชื่อมั่นในทุกเส้นทาง การทดสอบการเดินทางกว่า 900 กิโลเมตร ไปกลับ กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ตลอดทริปการทดสอบ ผมแทบไม่รู้สึกถึงอาการเมื่อยล้า หรือปวดเมื่อยใดๆ เลย ซึ่งต้องขอชื่นชมการเซ็ตค่าพวงมาลัย เบาะนั่ง ช่วงล่าง และสมรรถนะโดยรวมของตัวรถ ที่ทำให้การเดินทางไกลเป็นไปอย่างสบาย
ช่วงล่างของ Ford Ranger Wildtrak 3.2 ถูกเซ็ตมาในลักษณะที่นุ่มนวล แต่ยังคงความแน่นหนึบในสไตล์ของฟอร์ด มีอาการเด้งบ้างตามลักษณะรถกระบะที่ถูกออกแบบมาเพื่อการบรรทุก แต่ที่น่าประทับใจคือ ช่วงล่างสามารถซับแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม ลดอาการกระด้างที่อาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าได้ แม้จะไม่ได้นุ่มนวลเท่ารถเก๋ง แต่ก็ถือว่าทำได้ดีกว่ารถเก๋งหลายคันในตลาด
ในส่วนของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เมื่อใช้ความเร็วเดินทางประมาณ 120 กม./ชม. และมีการเร่งแซงบ้าง ทำความเร็วสูงสุดถึง 160 กม./ชม. Ford Ranger Wildtrak 3.2 ทำตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 10 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมาก เมื่อพิจารณาถึงขนาดเครื่องยนต์ น้ำหนักรถ และสัมภาระ ถือเป็นอัตราสิ้นเปลืองที่สมเหตุสมผลกับสมรรถนะที่ได้รับ
สรุป: กระบะพันธุ์แกร่งที่ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ
หลังจากได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ Ford Ranger Wildtrak 3.2 อย่างเต็มที่ ผมขอยืนยันว่า นี่คือรถกระบะ 4 ประตูที่ครบเครื่องมากที่สุดคันหนึ่งในตลาด ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง การขับขี่ที่นุ่มนวล และสะดวกสบาย พร้อมด้วยออปชันที่จัดเต็มมาให้ตั้งแต่โรงงาน
สำหรับใครที่กำลังมองหารถกระบะสักคันที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งการบรรทุกสัมภาระหนัก Ford Ranger Wildtrak 3.2 คือหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่คุณไม่ควรมองข้าม
หากคุณกำลังมองหารถกระบะที่พร้อมจะพาคุณไปทุกที่ ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า ดีไซน์ที่โดดเด่น และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เชิญมาสัมผัสประสบการณ์จริงกับ Ford Ranger Wildtrak 3.2 ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมฟอร์ดใกล้บ้านคุณ เพื่อค้นพบว่า ใช่หรือไม่ใช่สำหรับคุณ