
Mercedes-Maybach S 580 e: นิยามใหม่แห่งสุดยอดยนตรกรรมลักซ์ชัวรี ประกอบในประเทศไทย ชูเอกลักษณ์ “The Very Best of the Very Best”
ในโลกยานยนต์ที่การแข่งขันด้านนวัตกรรมและความหรูหรายังคงทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซ็กเมนต์ รถยนต์ Luxury ระดับบน (Top-End Luxury Cars) การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการอันซับซ้อนของกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ได้อย่างไร้ที่ตินั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ราคาแพง ด้วยการเปิดตัว Mercedes-Maybach S 580 e รุ่นประกอบในประเทศ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอสุดยอดยนตรกรรมที่รวบรวมเอาที่สุดของประวัติศาสตร์และนวัตกรรมแห่งแบรนด์ Maybach มาไว้ในรถคันเดียว
Mercedes-Maybach S 580 e: มาสเตอร์พีซแห่งวิศวกรรมยานยนต์ระดับสูงสุด
การตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต Mercedes-Maybach S 580 e สำหรับรุ่นตัวถังสีทูโทน (two-tone paint) ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของตลาดประเทศไทยในภูมิภาค และเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านการผลิตของประเทศ การประกอบรถยนต์ระดับ ลักซ์ชัวรีสุดหรู ณ โรงงานในประเทศไทยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย ด้วยการผสานปรัชญาอันเป็นหัวใจหลักของ Mercedes-Maybach ซึ่งสืบทอดมาจากอัจฉริย วิลเฮล์ม มายบัค (Wilhelm Maybach) ผู้บุกเบิกแห่งวิศวกรรมยานยนต์ที่เน้นย้ำถึง “ความเป็นที่สุดของความเป็นที่สุด” (The very best of the very best)
ภายใต้แนวคิดนี้ Mercedes-Maybach S 580 e จึงไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือศิลปะแห่งวิศวกรรมยานยนต์ ที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกที่สง่างามและภูมิฐาน ไปจนถึงห้องโดยสารภายในที่มอบประสบการณ์ระดับ First-Class อย่างแท้จริง ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของผู้โดยสารเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อาณาจักรแห่งความผ่อนคลาย” ที่มอบประสบการณ์เหนือระดับเทียบเท่าการโดยสารชั้นหนึ่งบนเครื่องบิน
ขุมพลัง Plug-in Hybrid: สมรรถนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Mercedes-Maybach S 580 e แตกต่างและโดดเด่น คือการผสานขุมพลัง Plug-in Hybrid อันทรงประสิทธิภาพ เข้ากับระบบขับเคลื่อนที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยม ทำให้รถยนต์คันนี้สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของผู้ที่ใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังมอบสมรรถนะที่เหนือกว่าในทุกมิติของการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเร่งที่ฉับไว การตอบสนองที่ทันใจ หรือการขับขี่ที่เงียบสงบและนุ่มนวล การผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้ Mercedes-Maybach S 580 e กลายเป็นยนตรกรรมที่ทรงพลัง เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ และยังคงไว้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม
Mercedes-Maybach Lifestyle Concierge Service: ประสบการณ์สุดพิเศษที่เหนือกว่า
เหนือกว่านิยามแห่งรถยนต์ลักซ์ชัวรีทั่วไป Mercedes-Maybach S 580 e ยังมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับยิ่งขึ้นให้กับเจ้าของ ด้วยบริการ Mercedes-Maybach Lifestyle Concierge Service ที่จัดทำร่วมกับ Quintessentially ผู้ให้บริการผู้ช่วยด้านไลฟ์สไตล์ระดับโลก การเป็นเจ้าของ Mercedes-Maybach S 580 e ไม่ใช่แค่การได้ครอบครองยนตรกรรมที่หรูหราที่สุด แต่ยังหมายถึงการเข้าถึงเครือข่ายบริการสุดพิเศษที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในทุกแง่มุมของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การจองร้านอาหารระดับโลก หรือการจัดงานเฉลิมฉลองที่น่าประทับใจ บริการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนของลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ มอบความอุ่นใจและอิสระในการใช้ชีวิตประจำวัน ให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถทุ่มเทเวลาอันมีค่าให้กับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตได้อย่างเต็มที่ บริการสุดพิเศษนี้จะมีให้สำหรับเจ้าของ Mercedes-Maybach เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ออกรถ
มาร์ทิน ชเวงค์: วิสัยทัศน์แห่งความเป็นเลิศ
มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงการเปิดตัว Mercedes-Maybach S 580 e รุ่นประกอบในประเทศว่า “การเปิดตัวของ Mercedes-Maybach S 580 e รุ่นประกอบในประเทศ ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นสร้างความเป็นเลิศให้กับแบรนด์ Mercedes-Maybach ภายใต้แนวคิดที่มาจากปรัชญาของ “วิลเฮล์ม มายบัค” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Maybach ด้วยการสร้างสรรค์ศิลปะแห่งวิศวกรรมยานยนต์ระดับสูงสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และทำให้ Mercedes-Maybach ได้รับการยกย่องจากคนดังระดับโลกมากมายที่เป็นเจ้าของ หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของรถในตระกูล Mercedes-Maybach คือพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังที่พร้อมมอบประสบการณ์ระดับ First-Class ซึ่งถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายสูงสุดในทุกมิติ”
ท่านยังกล่าวเสริมถึงบริการเสริมพิเศษว่า “นอกจากความเป็นที่สุดที่ลูกค้าทุกคนจะได้รับจากการเป็นเจ้าของ Mercedes-Maybach อีกหนึ่งความพิเศษคือประสบการณ์อันเหนือระดับของ Mercedes-Maybach Lifestyle Concierge Service โดยจับมือกับ ควินเทสเซ็นเชียลลี่ (Quintessentially) ผู้ให้บริการผู้ช่วยส่วนตัวด้านไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรที่จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอันเร่งด่วนและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเดินทาง การจองร้านอาหารชั้นนำระดับโลก หรือการจัดงานเฉลิมฉลองสุดพิเศษ พร้อมให้สมาชิกได้ใช้เวลาอันมีค่ากับคนสำคัญอย่างไร้กังวล ซึ่งบริการสุดพิเศษนี้ยังสามารถสะท้อนไปถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของ Mercedes-Maybach ด้วยเช่นกัน”
Mercedes-Maybach S 580 e: นิยามใหม่ของความสง่างามและความเป็นเลิศ
Mercedes-Maybach S 580 e รุ่นประกอบในประเทศ มาพร้อมตัวถังสีทูโทน (obsidian black / high-tech silver) ที่สะท้อนถึงความหรูหราเหนือกาลเวลา และบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาได้ยากใน รถยนต์ผู้บริหารระดับสูง ด้วยราคาจำหน่ายที่ 11,200,000 บาท ยนตรกรรมคันนี้จึงเป็นมากกว่าการเดินทาง แต่คือการประกาศถึงสถานะ ความสำเร็จ และรสนิยมอันเป็นเลิศของผู้ครอบครอง
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive: ความอเนกประสงค์ระดับเฟิร์สคลาส
นอกเหนือจากยนตรกรรมเรือธงอย่าง Mercedes-Maybach S 580 e แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังได้นำเสนอ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ซึ่งเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ 6 ที่นั่ง ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ หรือผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและความหรูหราในระดับเฟิร์สคลาส ยนตรกรรมคันนี้ถือเป็น รถตู้หรู VIP ที่ผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับความประณีตตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างลงตัว
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive: การออกแบบที่สะท้อนความพรีเมียม
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Exclusive chrome grille วัสดุโครเมียมเงางาม เสริมด้วยแถบไฟ LED ที่เฉียบคม และที่สำคัญคือ การเป็นรถแวนรุ่นแรกที่มาพร้อมสัญลักษณ์ดาวสามแฉกบนฝากระโปรงหน้า (MB logo on bonnet) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากนี้ ชุดไฟหน้าแบบ Multibeam LED ยังสามารถปรับการส่องสว่างให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ได้อย่างอัตโนมัติ ล้ออัลลอย Monoblock ขนาด 19 นิ้ว และระบบกันสะเทือนแบบ AIRMATIC Suspension ช่วยเสริมความนุ่มนวลและสมรรถนะการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น
ห้องโดยสารที่มอบความสบายระดับโลก
ภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ด้วยการตกแต่งด้วยลายไม้ และเบาะหนังโทนสีเบจที่ให้ความรู้สึกเรียบหรู เบาะนั่งแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง (2-2-2) พร้อมฟังก์ชันนวดในตัว มอบความสบายสูงสุดให้กับทุกคนในรถ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อม Touchpad ช่วยให้การควบคุมระบบต่าง ๆ เป็นไปอย่างง่ายดาย สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยกระจกมองหลังแบบดิจิทัล ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย และระบบกุญแจ KEYLESS-Start
เทคโนโลยี MBUX อันชาญฉลาดและระบบความบันเทิงเหนือระดับ
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive มาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX เวอร์ชั่นล่าสุด (Mercedes-Benz User Experience) ที่สามารถควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัสและการสั่งงานด้วยเสียง ระบบ Navigation ที่ให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยวางแผนเส้นทางได้อย่างแม่นยำ และยกระดับประสบการณ์การเดินทางด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® และ Ambient Light ที่ปรับได้ถึง 64 เฉดสี สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นส่วนตัว
ระบบความปลอดภัยมาตรฐานสูงสุด
มั่นใจได้ในทุกการเดินทางด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูง อาทิ ระบบรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า (ATTENTION ASSIST), ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Active Blind Spot Assist), ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist), ระบบรักษาสมดุลเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist) และระบบช่วยนำรถเข้าจอด พร้อมเทคโนโลยีกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (360º Camera)
ขุมพลังดีเซลที่ทรงพลังและประหยัด
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1,950 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 237 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. ยนตรกรรมคันนี้มีให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีเงิน (Hightech Silver), สีดำ (Obsidian Black), สีขาว (Rock Crystal White), สีเทา (Graphite Grey), สีเทา (Alpine Grey), สีฟ้า (Vintage Blue) และสีทอง (Kalahari Gold) ด้วยราคาจำหน่าย 5,820,000 บาท
Mercedes-Benz M-Class 2012: นิยามแห่ง SUV ที่ผสมผสานความสง่างามและความแข็งแกร่ง
แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานาน แต่ Mercedes-Benz M-Class 2012 ยังคงเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการออกแบบที่ลงตัวระหว่างความสวยงาม ความภูมิฐาน และความแข็งแกร่งจากการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้ยังคงเป็นที่น่าจดจำในกลุ่ม รถ SUV พรีเมียม
ความสบายที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ
ภายในห้องโดยสารของ M-Class มอบความรู้สึกผ่อนคลายแม้ในสภาพการจราจรที่วุ่นวาย ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถปรับอุณหภูมิและแรงลมได้อย่างอิสระ เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ 3 รูปแบบ ช่วยให้การปรับตำแหน่งที่นั่ง พวงมาลัย และกระจกมองข้างเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว พื้นที่บรรทุกสัมภาระที่กว้างขวาง พร้อมเบาะนั่งที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลากหลาย ทำให้ M-Class ตอบสนองทุกสไตล์การเดินทางได้อย่างลงตัว
ระบบความปลอดภัยที่ให้ความอุ่นใจสูงสุด
ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยหลังเกิดอุบัติเหตุ ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะตัดการจ่ายเชื้อเพลิง ล็อกประตูอัตโนมัติ และปรับกระจกหน้าต่างลงเล็กน้อย เพื่อการถ่ายเทอากาศ รวมถึงมีสัญลักษณ์บอกตำแหน่งจุดตัดตัวถังเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่กู้ภัย
Mercedes-Benz V-Class รุ่นปี 2015: MPV อเนกประสงค์ระดับ VIP
ย้อนกลับไปในปี 2558 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดตัว Mercedes-Benz V-Class รุ่นปี 2015 รุ่น V250 BlueTEC Avangarde ซึ่งเป็น MPV อเนกประสงค์ที่เน้นการออกแบบตกแต่งอย่างหรูหราทั้งภายนอกและภายใน พร้อมเครื่องยนต์ดีเซลที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมัน ยนตรกรรมคันนี้ได้รับการออกแบบให้มีมิติที่กว้างขวาง ยาว 4,895 มิลลิเมตร กว้าง 1,928 มิลลิเมตร สูง 1,880 มิลลิเมตร และฐานล้อกว้างถึง 3,200 มิลลิเมตร มอบความนุ่มนวลในการโดยสาร
การออกแบบที่ยังคงความสวยงามเหนือกาลเวลา
แม้จะเป็นรถ MPV แต่ V-Class ก็ไม่ละทิ้งเส้นสายที่สวยงามพลิ้วไหว ไฟหน้า LED อัจฉริยะ กระจังหน้าดีไซน์สวย ประตูบานสไลด์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และล้ออัลลอยสปอร์ตขนาด 19 นิ้ว เสริมให้รถดูโฉบเฉี่ยวและสง่างาม การออกแบบส่วนท้ายที่ลงตัวพร้อมไฟท้าย LED และประตูท้ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงพื้นที่เก็บสัมภาระ
ภายในที่กว้างขวาง หรูหรา และยืดหยุ่น
ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง มอบความสบายสูงสุด พร้อมตัวเลือกการตกแต่งสีดำและสีเบจ เบาะนั่ง 3 แถว แถวละ 2 ที่นั่ง เบาะแถวกลางสามารถหมุนหันหลังได้ และเบาะแถวหลังสามารถเลื่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในได้ ติดตั้งเบาะนั่งเด็กได้ทุกที่นั่ง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ จอแสดงผลอินโฟเทนเมนต์ 7 นิ้ว รองรับระบบนำทาง ปุ่มควบคุมคอนโซลกลาง ระบบเสียง Burmester® ไฟ Ambient Light ปรับสีได้ และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกโซน
ขุมพลังดีเซล BlueTEC และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน
Mercedes-Benz V250 BlueTEC Avangarde ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 2,200 ซีซี ให้กำลัง 190 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด 7G-Tronic อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 9.1 วินาที และความเร็วสูงสุด 206 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 16.7 กม./ลิตร มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ Adaptive ESP, Agility Control, ABS, BAS, EBD, HSA, ไฟหน้า LED อัจฉริยะ, PRE-SAFE และ ATTENTION ASSIST ด้วยราคาจำหน่าย 5,490,000 บาท
ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การเลือกยานพาหนะที่สะท้อนถึงสถานะ ความสำเร็จ และรสนิยมส่วนตัว เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาความเป็นที่สุด การลงทุนใน รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Maybach S 580 e ที่มอบประสบการณ์ลักซ์ชัวรีขั้นสูงสุด หรือ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ที่ผสมผสานความอเนกประสงค์เข้ากับความหรูหราเหนือระดับ ล้วนเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด
หากท่านกำลังมองหายานยนต์ที่จะยกระดับทุกการเดินทาง พร้อมสัมผัสประสบการณ์การบริการที่เหนือกว่า เราขอเชิญชวนท่านเข้ามาสัมผัสและทดลองขับ Mercedes-Maybach S 580 e และ Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ เพื่อค้นพบยนตรกรรมที่ใช่ ที่จะพาคุณไปสู่ทุกจุดหมายอย่างสง่างามและเหนือระดับ.