![N3103118_เม ยหลวงซ อนเเอบ[ตอน1] #หน งส นต องมนต #ละครส นหน งส นสะท อนส งคม #หน งใหม นต องมนต_part2 | Viviann Vanzant](https://filmth1.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260323_103838.jpg)
เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม: ยกระดับความแรง สานตำนานแห่งชัยชนะ
ในโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตที่การแข่งขันคือหัวใจสำคัญ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ประกาศศักดาอีกครั้งด้วยการเตรียมส่ง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม” รถแข่งพันธุ์ดุ ลงสนาม “ดีทีเอ็ม” (Deutsche Tourenwagen Masters) ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ทรงเกียรติและดุเดือดที่สุดของยุโรป การเปิดตัวภาพสเก็ตช์ดีไซน์ชุดแรกบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อตำนานแห่งชัยชนะของตระกูลซี-คลาส ที่เคยสร้างชื่อไว้ในอดีต การก้าวสู่สังเวียนในปี 2016 ไม่ใช่เพียงการลงแข่งขัน แต่คือการพิสูจน์ขีดจำกัดและความเป็นเลิศของวิศวกรรมยานยนต์
สมรรถนะเหนือระดับ สู่มาตรฐานใหม่แห่งสนามแข่ง
“เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม” นี้ พัฒนาบนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63” รุ่น Production Car ซึ่งหมายความว่า เทคโนโลยีและสมรรถนะที่อยู่ภายใต้ตัวถังอันโฉบเฉี่ยวนี้ ได้รับการถ่ายทอดและต่อยอดมาจากสุดยอดรถสปอร์ตสมรรถนะสูง การยกระดับขึ้นสู่สนามแข่งดีทีเอ็มนั้น เป็นการเพิ่มมิติของ “ความเร้าใจในการขับขี่” และ “การออกแบบที่โดดเด่น” ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น โดย อูลลิค ฟริตซ์ ประธานกรรมการของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ดีทีเอ็ม กล่าวเน้นย้ำถึงเป้าหมายที่ชัดเจน: “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 จะสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและการออกแบบที่โดดเด่น โดยรถสปอร์ตคูเป้รุ่นนี้ยังมอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนารถแข่งดีทีเอ็มของเรา” ความคาดหวังต่อ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม” จึงสูงยิ่งกว่าเดิม “ผมเฝ้ารอที่จะได้ยลโฉมเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็มออกแข่งขันในปี 2016 เป้าหมายของเราคือการสานต่อความสำเร็จในการแข่งขันรายการนี้”
ซี-คลาส รุ่นก่อนในประวัติศาสตร์ดีทีเอ็ม ได้ฝากผลงานอันน่าประทับใจไว้ด้วยชัยชนะถึง 85 ครั้ง จากการแข่งขันทั้งหมด 159 เรซ ตัวเลขนี้สะท้อนถึงศักยภาพที่ฝังรากลึกใน DNA ของรถรุ่นนี้ และ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม” ถูกสร้างขึ้นเพื่อสานต่อมรดกแห่งชัยชนะนี้ การโมดิฟายด์ตัวรถในรายละเอียดเชิงลึกยังคงเป็นความลับที่น่าติดตาม แต่สิ่งที่แน่นอนคือ แฟนๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และคอมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก จะต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม” อย่างใกล้ชิด
เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500: นิยามใหม่แห่งความหรูหราและอำนาจ
ในอีกมิติหนึ่งของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ การตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำรถยนต์หรูระดับพรีเมี่ยมได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “เมอร์เซเดส-มายบัค” (Mercedes-Maybach) ซึ่งไม่ใช่เพียงการปรับโฉม แต่คือการยกระดับนิยามของความหรูหรา ความสะดวกสบาย และสถานะให้สูงขึ้นไปอีกขั้น “เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500” มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่สง่างามไร้ที่ติ ผสานกับการออกแบบภายในที่หรูหรา ล้ำสมัย ในทุกรายละเอียด การเพิ่มความยาวของตัวถังและระยะฐานล้ออย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบายของผู้โดยสารด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ “เมอร์เซเดส-มายบัค” แตกต่างออกไป นอกจากนี้ ยังได้รับการกล่าวขานว่าเป็นยนตรกรรมที่มอบ “ห้องโดยสารที่เงียบที่สุดในโลก” ซึ่งเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง
วิสัยทัศน์ผู้นำ: “สิ่งที่ดีที่สุด” คือหัวใจหลัก
นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงกลยุทธ์อันเฉียบคมว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ มายบัค นับเป็นค่ายยนตรกรรมหรูลำดับที่ 2 ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ต่อจากเบนซ์ AMG” การวางตำแหน่งทางการตลาดเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับยิ่งกว่าให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะรุ่น “เมอร์เซเดส-เบนซ์ มายบัค เอส 500” ที่นำมาเปิดตัวในประเทศไทย สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของแบรนด์ที่ยึดมั่นในการมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” (The Best or Nothing) และสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ในด้าน “ความหลงใหล” (Fascination) และ “ความสมบูรณ์แบบ” (Perfection) การกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ที่ “ผู้บริหารระดับสูง” และ “กลุ่มธุรกิจฟลีทกับโรงแรมระดับ 5 ดาว” เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าคนสำคัญ ยิ่งตอกย้ำถึงความเป็นที่สุดของผลิตภัณฑ์และบริการ
นิยามความสง่างาม: การออกแบบที่ไร้ที่ติ
นายมาร์ทิน ชูลซ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ลงรายละเอียดถึงการออกแบบอันโดดเด่นของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส 500 มายบัค” โดยเน้นการคงไว้ซึ่งความหรูหราสง่างามตามแบบฉบับของ S-Class บริเวณด้านหน้า ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ โลโก้ดาวสามแฉกบนฝากระโปรงพร้อมลายแถบโครเมียม ฝากระโปรงหน้าที่ยาว ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System พร้อมฟังก์ชั่น Active Light System ที่ให้ความสว่างและแม่นยำ รวมถึงไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติกที่เพิ่มมิติความหรูหรา ปลายท่อไอเสียคู่ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วพร้อมยาง Run-flat และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่ ปิดท้ายด้วยโลโก้ “Maybach” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความพิเศษบนฝากระโปรงหลัง
การเพิ่มความยาวตัวถังสู่ประมาณ 5,453 มม. (ยาวกว่า S-Class ถึง 207 มม.) และระยะฐานล้อ 3,365 มม. (ยาวกว่า S-Class ถึง 200 มม.) ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการสร้างพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร
ภายในหรูหรา เหนือกว่าทุกการสัมผัส
การออกแบบภายในของ “เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500” คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความหรูหรา ความนุ่มสบาย และความกว้างขวาง เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa Exclusive Package ตัดเย็บลายเบาะแบบ Diamond Design ที่ดูสง่างาม คอนโซลหน้าและแผงประตูหุ้มหนัง Nappa เช่นเดียวกับผ้าหลังคาและแผงบังแดดที่หุ้มด้วย DINAMICA microfibre สร้างบรรยากาศที่หรูหราและอบอุ่น นาฬิกาอนาล็อกดีไซน์ IWC เพิ่มความคลาสสิกให้กับห้องโดยสาร
เทคโนโลยีมัลติมีเดียที่ล้ำสมัย ได้แก่ ระบบ COMAND Online ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและระบบนำทาง พร้อมรีโมทควบคุมสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เครื่องเล่น DVD 6 แผ่น ระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC (เฉพาะภาษาอังกฤษ) ระบบเครื่องเสียง Burmester® high-end 3D surround sound system ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) และระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลังพร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง
ประสบการณ์ราชา: ความสบายที่เหนือจินตนาการ
ความสะดวกสบายของผู้โดยสารระดับ “First Class” คือหัวใจหลักของการออกแบบภายใน เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังบริเวณริมหน้าต่าง มาพร้อมฟังก์ชั่นอุ่นเบาะและระบายอากาศ ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับเลื่อนได้มากกว่าปกติถึง 4 ซม. และปรับสูงขึ้นอีก 3.7 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่บริเวณห้องโดยสารด้านหลังให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังแบบ Multi-Contour พร้อมระบบที่นั่งแบบ First Class และโต๊ะทำงานแบบพับได้ มอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ ฟังก์ชั่นนวด ENERGIZING สำหรับเบาะหลังที่จำลองการนวดแบบหินร้อน มีให้เลือก 6 โปรแกรม ได้แก่ Hot Relaxing Massage Back, Hot Relaxing Massage Shoulder, Activating Massage, Classic Massage, Mobilizing Massage และ Workout
ความใส่ใจในรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ที่รองขาปรับระดับได้สำหรับผู้โดยสารด้านหลังซ้าย-ขวา ตู้เย็นภายในรถบริเวณที่นั่งด้านหลัง ม่านบังแดดประตูหลังซ้าย-ขวา และด้านหลังที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ระบบปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แยกหน้า-หลัง และ Ambient Lighting ที่สามารถปรับเปลี่ยนสีได้ถึง 7 สี และความเข้มได้ 5 ระดับ สร้างบรรยากาศที่หลากหลายและน่าประทับใจ
กลิ่นหอมรื่นรมย์: ระบบ Active Perfuming System
“เมอร์เซเดส-มายบัค” ยังได้ติดตั้งระบบ Active Perfuming System พร้อม AIR-BALANCE Package ที่ให้คุณสามารถปรับระดับความหอมได้เอง ด้วยน้ำหอมปรับอากาศคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มความสดชื่นและความรื่นรมย์ มีให้เลือก 4 กลิ่น ได้แก่ FREESIDE MOOD, NIGHTLIFE MOOD, DOWNTOWN MOOD และ SPORTS MOOD รวมถึงกลิ่นพิเศษสำหรับ Maybach โดยเฉพาะอย่างกลิ่น AGARWOOD
เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุด: เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง
เมอร์เซเดส-เบนซ์ มายบัค ผสานเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อมอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุด อาทิ ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® system และ PRE-SAFE® impulse system, ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง (PRE-SAFE® rear system) พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบถุงลม และหัวล็อคเข็มขัดนิรภัยแบบเรืองแสง ถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้างสำหรับผู้โดยสารคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง, ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะสำหรับผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESP), ฟังก์ชั่นช่วยการทรงตัวขณะเร่งแซงทางโค้ง (Curve Dynamic Assist), ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist), ระบบช่วยเบรก (Brake Assist – BAS), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-start Assist, ไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Lights), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (ASR), สัญญาณป้องกันการโจรกรรมพร้อมระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในรถ, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST), ระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ (AIRMATIC), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tyre Pressure Monitoring System), ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist), ฟังก์ชั่นฉีดน้ำกระจกบังลมหน้าติดตั้งบริเวณใบปัดน้ำฝน (MAGIC VISION CONTROL), ระบบช่วยการมองเห็นยามค่ำคืน (Night View Assist), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus), ระบบช่วงล่างแบบ MAGIC BODY CONTROL และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง
สมรรถนะอันทรงพลัง: เครื่องยนต์ V8 พร้อมเกียร์ 9G-TRONIC
“เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500” ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4,663 ซีซี พละกำลังสูงสุด 455 แรงม้า ที่ 5,250-5,550 รอบ/นาที แรงบิด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,800-3,500 รอบ/นาที ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 5.0 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC อันนุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ
ที เอส ที เมอร์เซเดส-เบนซ์: ความสำเร็จจากการบริการที่เหนือชั้น
การสัมภาษณ์ คุณเสกสรร ตั้งสัจจธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที เอส ที เมอร์เซเดส-เบนซ์ จำกัด สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า การได้รับรางวัล CSI (Customer Satisfaction Index) “ผู้จำหน่ายดีเด่น ด้านการสร้างความพึงพอใจสูงสุดต่อประสบการณ์การซื้อ ประจำปี 2560” ทั้งในสาขาบ้านโป่ง (ชนะเลิศ) และหัวหิน (รองชนะเลิศ) ยืนยันถึงความสำเร็จที่มาจากการทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้ง
การพัฒนาที่ก้าวล้ำ: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
คุณเสกสรร เล่าถึงการปรับปรุงภายในโชว์รูมทั้งหมด เพื่อรองรับการขายและบริการที่เพิ่มมากขึ้น การขยายห้องพักรับรองลูกค้า ห้องส่งมอบรถ และโชว์รูม เป็นการลงทุนกว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ การตั้งเป้าหมายยอดขายที่เติบโต 20% ในปี 2561 (ประมาณ 250 คันสำหรับสาขาบ้านโป่ง และ 120-150 คันสำหรับสาขาหัวหิน) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดและความแข็งแกร่งของทีมงาน
กลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงลูกค้า: การสื่อสารแบบดิจิทัลและบอกต่อ
การเติบโตของลูกค้าใหม่ถึง 70-80% มาจากการผสมผสานระหว่างการใช้สื่อโฆษณาที่เพิ่มขึ้น การออกอีเวนท์ตามห้างสรรพสินค้า และที่สำคัญที่สุดคือ “การบอกต่อ” ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้ ที เอส ที เมอร์เซเดส-เบนซ์ การที่บริษัทฯ อยู่ในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี ทำให้มีฐานลูกค้าในพื้นที่ที่แข็งแกร่ง และการปรับเปลี่ยนบุคลิกและดีไซน์ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำให้สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้มากขึ้น
การก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า: การลงทุนในอนาคต
ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ Plug-in Hybrid เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ที เอส ที เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยการติดตั้ง “WALLBOX” เพื่อให้บริการชาร์จแบตเตอรี่แก่ลูกค้าที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและ Plug-in Hybrid ถึง 3 จุด ที่สาขาทั้งสองแห่ง โดยไม่คิดค่าบริการ การเพิ่มจำนวนพนักงานและการส่งบุคลากรไปอบรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะช่างเทคนิค เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ แสดงถึงความพร้อมในการให้บริการในอนาคต
บริการเหนือระดับ: ตอบสนองทุกความต้องการ
นอกจากการบริการมาตรฐานที่คุ้นเคย เช่น อาหาร เครื่องดื่ม บริการรถรับ-ส่ง และบริการ Mobile Service ฉุกเฉิน ที เอส ที เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเน้นการบริการด้วยใจจริง ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน
รุ่นรถยอดนิยม: SUV และ Sedans ทรงพลัง
สำหรับรุ่นรถที่ขายดีที่สุดของสาขาบ้านโป่ง ได้แก่ รถยนต์กลุ่ม Plug-in Hybrid และ SUV ซึ่งรวมถึง C-Class, E-Class, และ S-Class รวมถึงรถ SUV รุ่นต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
การเป็นผู้จำหน่าย Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการ
การที่สาขาบ้านโป่งของ ที เอส ที เมอร์เซเดส-เบนซ์ อยู่ในขั้นตอน PENDING เพื่อเป็น “ผู้จำหน่าย Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการ” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ได้รับการยอมรับ และเมื่อได้รับการอนุมัติ จะต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านทีมที่ปรึกษาการขาย ทีมช่างเซอร์วิส และการจัดการที่เป็นระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานของ ที เอส ที เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้สูงขึ้นไปอีกระดับ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส: การเดินทางของสุดยอดยนตรกรรม
“เอส-คลาส” (S-Class) ถือเป็นรถธงของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตลอดระยะเวลายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 (หากนับรุ่นแรก) หรือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 (หากนับเมื่อเปลี่ยนชื่อเป็น S-Class รหัส W116) เอส-คลาส ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้น มักจะถูกนำมาทดลองใช้กับรถรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกเสมอ
การปรับโฉมปี 2018: การยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพ
สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวในปี 2014 และได้รับการปรับโฉม (Minor Change) ในปี 2018 หรือ MY2018 ได้กลับมาทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ดีเซลอีกครั้งในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดอยู่ที่การยกระดับ “ความปลอดภัย” และ “ประสิทธิภาพ”
เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง: พลังที่สะอาดและชาญฉลาด
“เอส 350 ดี” (S 350 d) ในรุ่นเฟซลิฟต์นี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ล่าสุด แบบ 6 สูบแถวเรียง เทอร์โบคู่ พร้อมระบบวาล์วแปรผันเป็นครั้งแรก ผนังเสื้อสูบผลิตจากอลูมิเนียมพร้อมเทคโนโลยี Nanoslide ที่ช่วยลดแรงเสียดทาน เครื่องยนต์พิกัด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อม Gearshift Paddles อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เมอร์เซเดส-เบนซ์ เคลมว่าเครื่องยนต์นี้ประหยัดน้ำมันขึ้นและปล่อยไอเสียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการใช้ระบบ EGR และระบบวาล์วแปรผัน
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง: ก้าวสู่การขับเคลื่อนอัตโนมัติ
“เอส 350 ดี” เป็นรุ่นแรกที่นำระบบช่วยเหลือการขับขี่มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนารถยนต์ไปสู่โหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยมีการเพิ่มระบบช่วยเบรก, ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ และระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE®) ระบบความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ ยังคงจัดเต็มเช่นเคย
รูปลักษณ์ภายนอก: สง่างามทุกองศา
การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เห็นได้ชัดคือ ชุดกระจังหน้า กันชนหน้า และโคมไฟหน้าแบบ Multibeam LED ที่มาพร้อมเส้นสายไฟ 3 เส้น ดุจคบเพลิง ด้านท้าย โคมไฟยังคงรูปทรงเดิม แต่มีการปรับดีไซน์ของดวงไฟใหม่ แบบไฟเบอร์ออฟติก ให้มีความสดใสและชัดเจนยิ่งขึ้น
ภายในล้ำสมัย: Energizing Comfort Control
ภายในห้องโดยสาร “เอส-คลาส” ได้นำระบบ “Energizing Comfort Control” มาใช้เป็นครั้งแรกของโลก เป็นการผสานการทำงานของระบบปรับอากาศ เครื่องเสียง และแสงไฟภายในห้องโดยสาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับการขับขี่และอารมณ์ของผู้โดยสาร
เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังหุ้มหนัง Exclusive Nappa ตัดเย็บลายเบาะแบบ Diamond Design สามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำ และฟังก์ชั่นอุ่นที่นั่งและระบายอากาศ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับเลื่อนได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่บริเวณห้องโดยสารด้านหลัง
การปรับปรุงครั้งใหญ่: กว่า 6,500 ชิ้นส่วน
ภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงสำหรับรุ่นปรับปรุงใหม่นี้ มีการปรับปรุงชิ้นส่วนมากกว่า 6,500 ชิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาและยกระดับ “เอส-คลาส” ให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ
ความสบายสูงสุด: สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
“เอส-คลาส” ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถที่ดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์เสมอมา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ ประสบการณ์การนั่งอยู่หลังพวงมาลัยของ “เอส-คลาส” เต็มเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา แสงสี กลิ่น และฟังก์ชันมากมายที่น่าประทับใจ การออกแบบพวงมาลัยที่กระชับมือ น้ำหนักเบา ขับง่าย ทัศนวิสัยที่ชัดเจนทุกมุมมอง แม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่ แต่กลับไม่รู้สึกว่าเทอะทะ
ตำแหน่งที่ดีที่สุดของ “เอส-คลาส” คือการได้นั่งทางด้านหลังฝั่งซ้ายมือ ซึ่งทุกสิ่งอย่างถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้โดยสารตำแหน่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเบาะปรับเอน ที่รองขาแบบปรับระดับได้พร้อมที่รองเท้า
ความนุ่มนวลเหนือชั้น: ด้วยระบบช่วงล่าง AIRMATIC
ความนุ่มนวลของการขับขี่ต้องขอบคุณระบบช่วงล่างแบบถุงลม (AIRMATIC) ที่นอกจากจะมอบความนุ่มนวลแล้ว ยังสามารถปรับระดับได้ ข้อควรพิจารณาคือหากเกิดการชำรุด การซ่อมแซมอาจมีค่าใช้จ่ายสูงตามราคาของรถ
ประสบการณ์การขับขี่: สมรรถนะที่น่าประทับใจ
จากการทดลองขับขี่ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด “เอส-คลาส” แสดงให้เห็นถึงอัตราเร่งที่ดีไม่มีอึด แม้จะเป็นรถขนาดใหญ่ เครื่องยนต์ดีเซลตัวนี้ให้กำลังที่เหมาะสมสำหรับการเร่งแซงที่สบายๆ อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 14 กม./ลิตร กับระยะทาง 290 กม. ถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
ประเด็นความปลอดภัยที่ต้องพิจารณา: ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ
ในระหว่างการทดลองขับ มีเหตุการณ์ที่รถเบรกอย่างกะทันหัน (เบรกหัวทิ่ม) ซึ่งคาดว่ามาจากการทำงานของระบบเสริมความปลอดภัยอัตโนมัติบางอย่าง การที่รถยนต์สามารถเลือกที่จะปฏิเสธคำสั่งของผู้ขับขี่ และกระทำการตามโปรแกรมที่วิศวกรกำหนดไว้ เป็นประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับ “ความรับผิด” ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในบริบทของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นข้อถกเถียงระดับโลกที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
เหมาะกับใคร: สุดยอดของความหรูหราและความสบาย
สำหรับสาวกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ “เอส-คลาส” คือที่สุดของความปรารถนา และสำหรับผู้ที่เคยใช้งานรุ่นก่อนหน้า การเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มเติมเข้ามาคือระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่อัดแน่นมามากกว่าเดิม โดยเฉพาะการยกระดับความสบายให้กับผู้โดยสารเบาะหลัง
เตรียมพบกับอนาคตแห่งยนตรกรรม: สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับเมอร์เซเดส-เบนซ์
หากท่านกำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จ ความหรูหรา และสมรรถนะอันไร้ที่ติ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นความแรงในสนามแข่งของ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม ความสง่างามของ เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 หรือประสบการณ์การขับขี่อันเป็นนิยามของความสมบูรณ์แบบใน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส
อย่ารอช้า! ติดต่อตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการใกล้บ้านท่าน เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ และค้นพบรถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณในวันนี้.