![N3103114_ชายใจร าย [ตอนจบ]_part2 | Viviann Vanzant](https://filmth1.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260323_103914.jpg)
เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ดีทีเอ็ม: ความสง่างามบนสนามแข่งและความหรูหราเหนือระดับของเมอร์เซเดส-มายบัค
ในโลกแห่งยานยนต์ระดับพรีเมียมที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและความล้ำสมัย แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยการเปิดตัวรถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตที่พร้อมลงสนามแข่ง หรือการยกระดับประสบการณ์ความหรูหราไปสู่อีกขั้นผ่านยนตรกรรมในตระกูล Maybach บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงความพิเศษของสองทายาทดาวสามแฉกที่น่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็น เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ดีทีเอ็ม ที่พร้อมสร้างตำนานบทใหม่บนสนามแข่ง และ เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 ที่นิยามใหม่ของความสง่างามและความสะดวกสบายระดับสูงสุด
เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ดีทีเอ็ม: ปรากฏการณ์ใหม่แห่งการแข่งขัน DTM
ในช่วงปี 2016 ที่ผ่านมา วงการมอเตอร์สปอร์ตต้องจับตามองการกลับมาของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับโลกอย่าง Deutsche Tourenwagen Masters (DTM) ด้วยการเปิดตัว เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ดีทีเอ็ม ซึ่งถือเป็นการสานต่อมรดกแห่งชัยชนะอันน่าภาคภูมิใจจากรุ่นก่อนหน้า รถแข่งคันนี้ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านสมรรถนะอันดุดันและการออกแบบที่สะกดทุกสายตา
อูลลิค ฟริตซ์ ประธานกรรมการของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ดีทีเอ็ม กล่าวเน้นย้ำถึงศักยภาพของรถรุ่นนี้ว่า “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 จะสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและการออกแบบที่โดดเด่น โดยรถสปอร์ตคูเป้รุ่นนี้ยังมอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนารถแข่งดีทีเอ็มของเรา” ความคาดหวังที่สูงลิบลิ่วสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีมวิศวกรที่จะนำพารัศมีแห่งชัยชนะกลับมาสู่เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีกครั้ง หลังจากที่ซี-คลาส รุ่นก่อนหน้าเคยฝากผลงานประวัติศาสตร์ไว้ด้วยการคว้าชัยชนะถึง 85 ครั้ง จากการแข่งขันทั้งหมด 159 เรซ
แม้รายละเอียดทางเทคนิคของการปรับแต่งเพื่อการแข่งขันจะยังถูกเก็บเป็นความลับ แต่ภาพสเก็ตช์ดีไซน์ชุดแรกที่เปิดเผยออกมาก็เพียงพอที่จะจุดประกายความตื่นเต้นให้กับเหล่าแฟนพันธุ์แท้แห่งวงการมอเตอร์สปอร์ต และผู้ที่ชื่นชอบแบรนด์ดาวสามแฉกทั่วโลก การมาถึงของ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ดีทีเอ็ม ในปี 2016 เป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่คือการประกาศศักดาถึงขีดสุดแห่งวิศวกรรมยานยนต์และการออกแบบ ที่ผสานสมรรถนะอันเหนือชั้นเข้ากับความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500: นิยามใหม่แห่งความหรูหราและความสบายขั้นสูงสุด
ในขณะที่วงการมอเตอร์สปอร์ตกำลังระอุ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำแห่งยนตรกรรมหรูระดับพรีเมียมอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว เมอร์เซเดส-มายบัค (Mercedes-Maybach) รุ่น เอส 500 ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์ในการนำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าที่มองหาที่สุดของความสะดวกสบายและความสง่างาม
เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 ได้รับการออกแบบโดยเน้นความเลิศหรูล้ำสมัยในทุกรายละเอียด ทั้งภายนอกและภายใน รูปลักษณ์ภายนอกสะท้อนถึงความสง่างามแบบฉบับ S-Class แต่ได้รับการเสริมด้วยเส้นสายที่ประณีตและรายละเอียดที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Maybach ความยาวของตัวถังที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ภายในห้องโดยสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นห้องโดยสารที่เงียบสงบที่สุดในโลก
นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวครั้งสำคัญนี้ว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ มายบัค นับเป็นค่ายยนตรกรรมหรูลำดับที่ 2 ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ต่อจากเบนซ์ AMG” และรุ่นที่นำมาเปิดตัวในประเทศไทยอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ มายบัค เอส 500 นั้น “สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของแบรนด์ในการมอบ ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ และสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination) และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ให้แก่ลูกค้า” กลุ่มเป้าหมายหลักของรถยนต์รุ่นนี้ คือ ผู้บริหารระดับสูง กลุ่มธุรกิจฟลีท และโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ต้องการมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้าคนสำคัญ
ดีไซน์ภายนอก: ความสง่างามที่เหนือคำบรรยาย
เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 ยังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่หรูหราสง่างามตามแบบฉบับ S-Class ตั้งแต่ด้านหน้าจรดด้านท้าย กระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมโลโก้ดาวสามแฉกบนฝากระโปรงหน้าลาย 3 แถบเสริมโครเมียม ฝากระโปรงหน้าที่ยาว เส้นสายโครเมียมบริเวณชายกันชน และไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System พร้อมฟังก์ชั่น Active Light System ให้ความรู้สึกถึงความมั่นคงและทรงพลัง
แต่จุดที่ทำให้ เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 แตกต่างอย่างชัดเจนคือ มิติของตัวถัง ความยาวประมาณ 5,453 มม. (ยาวกว่า S-Class มาตรฐาน 5,246 มม.) และระยะฐานล้อ 3,365 มม. (ยาวกว่า S-Class มาตรฐาน 3,165 มม.) การเพิ่มมิติเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสง่างามทางสายตา แต่ยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อมอบความสะดวกสบายขั้นสูงสุดแก่ผู้โดยสาร
รายละเอียดอื่นๆ ที่เติมเต็มความสมบูรณ์แบบ ได้แก่ กระจกหน้าต่างสีเขียว กรองแสงรอบคัน พร้อมกระจกนิรภัยด้านหลัง, ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก, ปลายท่อไอเสียคู่, ล้ออัลลอย ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางรถยนต์แบบ Run-flat tyres และที่ขาดไม่ได้คือ หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ ขนาดใหญ่ ปิดท้ายด้วยโลโก้ “Maybach” อันเป็นเอกลักษณ์บนฝากระโปรงหลัง
ดีไซน์ภายใน: สวรรค์แห่งความหรูหราและความสบาย
เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 คุณจะสัมผัสได้ถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหรา ความนุ่มสบายขณะขับขี่ และความกว้างขวางที่เหนือกว่าใคร เบาะนั่งได้รับการตกแต่งด้วยหนัง Nappa แบบ Exclusive Package ตัดเย็บลายเบาะแบบ Diamond Design อันเป็นเอกลักษณ์ ด้านบนของคอนโซลหน้าและส่วนกลางของแผงประตูหุ้มด้วยหนัง Nappa เช่นกัน ผ้าหลังคาและแผงบังแดดหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfibre เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นและพรีเมียม
นาฬิกาแบบอนาล็อกที่มาพร้อมดีไซน์ IWC บ่งบอกถึงรสนิยมที่ประณีต และระบบมัลติมีเดียอันล้ำสมัยก็พร้อมมอบประสบการณ์ความบันเทิงเต็มรูปแบบ ระบบ COMAND Online เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและระบบนำทาง พร้อมรีโมทควบคุมสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง, เครื่องเล่นดีวีดีแบบ 6 แผ่น, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ระบบเครื่องเสียง Burmester® high-end 3D surround sound system, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) และระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลังพร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง
ความสบายระดับ First Class สำหรับผู้โดยสารเบาะหลัง
หัวใจสำคัญของ เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 คือการมอบประสบการณ์ที่เหนือชั้นให้กับผู้โดยสารเบาะหลัง เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลัง ริมหน้าต่างมาพร้อมฟังก์ชั่นอุ่นเบาะและระบายอากาศ พร้อมการปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าได้มากกว่าปกติถึง 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่อันกว้างขวางให้กับผู้โดยสารเบาะหลัง
เบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังได้รับการออกแบบให้เป็นแบบ Multi-contour พร้อมระบบที่นั่งแบบ First Class และโต๊ะทำงานแบบพับได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายสูงสุดตลอดการเดินทาง ฟังก์ชั่นนวด ENERGIZING สำหรับเบาะด้านหลัง เลียนแบบการนวดด้วยหินร้อน สามารถเลือกโปรแกรมนวดได้ถึง 6 รูปแบบ ได้แก่ Hot Relaxing Massage Back, Hot Relaxing Massage Shoulder, Activating Massage, Classic Massage, Mobilizing Massage และ Workout
เพื่อให้ทุกการเดินทางเปี่ยมไปด้วยความผ่อนคลาย ยังมีที่รองขาปรับระดับสำหรับผู้โดยสารด้านหลังซ้าย-ขวา, ตู้เย็นภายในรถยนต์บริเวณที่นั่งด้านหลัง, ม่านบังแดดประตูหลังซ้าย-ขวา และด้านหลังที่สามารถปรับเลื่อนขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้า ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร, ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC หน้า-หลัง รวมถึงไฟเรืองแสง Ambient Lighting ที่มีให้เลือกถึง 7 สี และปรับความเข้มอ่อนได้ 5 ระดับ เพื่อสร้างบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบในทุกช่วงเวลา
เทคโนโลยี AIR-BALANCE และ Active Perfuming System: ปรับแต่งบรรยากาศด้วยกลิ่นหอม
เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 ได้ติดตั้งระบบ Active Perfuming System ที่มาพร้อมกับ AIR-BALANCE Package ระบบนี้ช่วยสร้างกลิ่นหอมและปรับระดับความหอมได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ผ่านการใช้น้ำหอมปรับอากาศคุณภาพสูง มีให้เลือก 4 กลิ่น ได้แก่ FREESIDE MOOD, NIGHTLIFE MOOD, DOWNTOWN MOOD และ SPORTS MOOD รวมถึงกลิ่นพิเศษสำหรับ Maybach โดยเฉพาะอย่างกลิ่น AGARWOOD
เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย: มาตรฐานสูงสุดเพื่อทุกชีวิต
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นอันดับแรก เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 จึงมาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ทำงานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เพื่อมอบความมั่นใจและความอุ่นใจในทุกการเดินทาง
ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE system และ PRE-SAFE impulse system, ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง (PRE-SAFE rear system) พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบถุงลม, ถุงนิรภัยด้านหน้าและด้านข้างสำหรับผู้โดยสารคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง, ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะสำหรับผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program – ESP), ฟังก์ชั่นช่วยการทรงตัวขณะเร่งแซงทางโค้ง (Curve Dynamic Assist), ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist), ระบบช่วยเบรก (Brake Assist – BAS), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-start Assist, ไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Lights), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Acceleration skid control – ASR)
เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด ยังมี สัญญาณป้องกันการโจรกรรม พร้อมระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในรถ, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST), ระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ (AIRMATIC), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tyre pressure monitoring system), ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist), ฟังก์ชั่นที่ฉีดน้ำกระจกบังลมหน้าติดตั้งบริเวณใบปัดน้ำฝน (MAGIC VISION CONTROL), ระบบช่วยการมองเห็นยามค่ำคืน (Night view assist), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus), ระบบช่วงล่างแบบ MAGIC BODY CONTROL และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง
สมรรถนะเครื่องยนต์: พลังที่ราบรื่นและทรงประสิทธิภาพ
เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4,663 ซีซี ที่มาพร้อมระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC มอบกำลังแรงม้าสูงสุดถึง 455 แรงม้า ที่ 5,250-5,550 รอบ/นาที และแรงบิดมหาศาล 700 นิวตันเมตร ที่ 1,800-3,500 รอบต่อนาที ส่งผลให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 5.0 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม.
ด้วยสมรรถนะอันเหนือชั้นนี้ เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 ไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทรงพลัง แต่ยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวลและราบรื่นในทุกจังหวะการเร่งแซง หรือการเดินทางไกล ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับยนตรกรรมระดับ Ultra-Luxury
TSTI Mercedes-Benz: ความเป็นเลิศในการบริการและกลยุทธ์สู่ความสำเร็จ
การเดินทางสู่ความสำเร็จของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย มิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ยังรวมถึงการบริการอันยอดเยี่ยมจากผู้จำหน่ายอย่าง บริษัท ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ จำกัด ที่มีสาขา ณ บ้านโป่งและหัวหิน
คุณเสกสรร ตั้งสัจจธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ จำกัด ได้แบ่งปันมุมมองและเบื้องหลังความสำเร็จขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับรางวัล CSI “ผู้จำหน่ายดีเด่น ด้านการสร้างความพึงพอใจสูงสุดต่อประสบการณ์การซื้อ ประจำปี 2560” ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความทุ่มเทในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
รางวัลและความภาคภูมิใจ
TSTI Mercedes-Benz ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรางวัลชนะเลิศ CSI ด้านโชว์รูมและการขาย ประจำปี 2017 ซึ่งเป็นรางวัลที่มาจากคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง คุณเสกสรรกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “นี่คือความพยายามที่เราทุ่มเทเพื่อบริการลูกค้าให้ดีที่สุด เป็นการดูแลที่เราต้องใส่ใจมากขึ้นจากเดิม” รางวัลนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะ TSTI เคยได้รับรางวัลนี้ในปี 2008 มาแล้ว เช่นเดียวกับรางวัลชนะเลิศ ด้านบริการหลังการขาย ที่ได้รับติดต่อกันถึง 3 ปี (2008-2010) ส่วนสาขาหัวหิน ซึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการมาประมาณ 4 ปี ก็สามารถคว้ารางวัล CSI นี้มาครองได้เป็นครั้งแรก
การปรับปรุงและพัฒนาเพื่อรองรับการเติบโต
ในปีที่ผ่านมา TSTI ได้มีการปรับปรุงภายในโชว์รูมทั้งหมด เพื่อรองรับปริมาณการขายและจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงครอบคลุมถึงบริการหลังการขาย โดยมีการขยายห้องพักรับรองลูกค้า ห้องส่งมอบรถ และพื้นที่โชว์รูม เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยงบประมาณในการตกแต่งเพิ่มเติมกว่า 10 ล้านบาท ถูกใช้ไปเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์
เป้าหมายยอดขายและกลยุทธ์การตลาด
สำหรับปี 2018 TSTI ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ประมาณ 250 คัน สำหรับสาขาบ้านโป่ง และอีก 120-150 คันสำหรับสาขาหัวหิน ซึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตราว 20% จากปี 2017 กลยุทธ์การตลาดของ TSTI มุ่งเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยอาศัยการบอกต่อจากลูกค้าปัจจุบัน ทีมขายที่แข็งแกร่ง และการสื่อสารที่จริงใจ ถูกต้องแม่นยำ TSTI ประเมินว่าลูกค้าใหม่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70-80% ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้าเก่า การใช้สื่อโฆษณาที่หลากหลาย การออกอีเวนท์ตามห้างสรรพสินค้า และการอยู่ในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงลูกค้า
การปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่: รถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีดิจิทัล
TSTI ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยเฉพาะการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ Plug-in Hybrid เมอร์เซเดส-เบนซ์ เองก็มีรถยนต์ประเภทนี้หลากหลายรุ่น โชว์รูมของ TSTI จึงได้มีการติดตั้ง WALLBOX สำหรับให้บริการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ EV ซึ่งให้บริการฟรีแก่ลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ระหว่างรอชาร์จ ลูกค้าสามารถใช้บริการห้องรับรองอันสะดวกสบาย ในอนาคต TSTI มีแผนที่จะเพิ่มจุดชาร์จไฟฟ้าให้มากขึ้น
การพัฒนาบุคลากรก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ TSTI ได้เพิ่มจำนวนพนักงานจากกว่า 20 คน เป็นกว่า 50 คน โดยมีการส่งเสริมการอบรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะช่างเทคนิค ที่จะได้รับการฝึกฝนตามหลักสูตรของ MBTH เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์
รูปแบบการบริการที่เหนือระดับ
นอกจากเทคโนโลยีแล้ว TSTI ยังคงให้ความสำคัญกับบริการที่เข้าถึงหัวใจของลูกค้า อาทิ บริการอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่ม, บริการรถรับ-ส่งลูกค้า, บริการรับรถจากบ้านมาเข้าศูนย์บริการ และรถโมบายล์เซอร์วิส สำหรับบริการฉุกเฉิน
รุ่นรถที่ขายดีและโอกาสสู่ Mercedes-AMG
ปัจจุบันรถยนต์รุ่นที่ขายดีของ TSTI ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ SUV ต่างๆ รวมถึง C-Class, E-Class และ S-Class โดยรวมแล้ว TSTI มีความสามารถในการขายรถยนต์ได้หลากหลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ TSTI Mercedes-Benz สาขาบ้านโป่ง ได้รับการพิจารณาให้เป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่าย เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี (Mercedes-AMG) อย่างเป็นทางการ ซึ่งอยู่ในขั้นตอน PENDING หากผ่านการตรวจสอบความพร้อม TSTI จะต้องทำงานเพิ่มขึ้น โดยจะมีการแยกทีมที่ปรึกษาการขาย ทีมช่างเซอร์วิส และอื่นๆ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้า Mercedes-AMG โดยเฉพาะ คาดว่าแผนนี้จะมีความชัดเจนในช่วงปลายปี ซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานของ TSTI Mercedes-Benz ไปอีกขั้น
การสัมผัสประสบการณ์ S-Class: ความเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม
เมื่อเอ่ยถึง เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส (S-Class) ยนตรกรรมรุ่นเรือธงแห่งค่ายดาวสามแฉก สิ่งที่ปรากฏขึ้นในความคิดของผู้คน คือ นิยามของ “รถยนต์ที่ดีที่สุด”
S-Class มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มนับรุ่นแรกสุดในปี ค.ศ.1954 หากนับเฉพาะชื่อ S-Class อย่างเป็นทางการ จะเริ่มในปี ค.ศ.1972 ภายใต้รหัส W116 และรุ่นปัจจุบัน W222 ถือเป็นเจเนอเรชันที่ 6 ของตระกูลสูงสุดนี้
เอส-คลาส ได้รับการยกย่องเสมอว่าเป็นรถยนต์ที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ พัฒนาขึ้น โดยจะเป็นรุ่นแรกที่ได้นำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้งานจริง โมเดลล่าสุดเปิดตัวในปี 2014 และได้รับการปรับปรุงโฉม หรือ Minor Change ในปี 2018 โดยในครั้งนั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำเครื่องยนต์ดีเซลกลับมาทำตลาดอีกครั้ง
การปรับปรุงโฉม MY2018: ความปลอดภัยและความสบายที่เหนือกว่า
สำหรับรุ่นปรับปรุงโฉมในประเทศไทย S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง เทอร์โบคู่ พร้อมระบบวาล์วแปรผันเป็นครั้งแรก เสื้อสูบทำจากอลูมิเนียม และได้รับการปรับปรุงผนังเสื้อสูบด้วยเทคโนโลยี Nanoslide
เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อม Gearshift Paddles ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.0 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เมอร์เซเดส-เบนซ์ เคลมว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้ประหยัดน้ำมันขึ้นและปล่อยไอเสียน้อยลง ด้วยการใช้ EGR และระบบวาล์วแปรผัน
S350 d รุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นแรกที่นำระบบช่วยเหลือการขับขี่มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ สะท้อนถึงก้าวสำคัญสู่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ด้วยการเพิ่มระบบช่วยเบรก, ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมประทะด้านข้าง, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ และระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE)
การเปลี่ยนแปลงภายนอก ที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ชุดกระจังหน้า, กันชนหน้า, และไฟหน้าแบบ Multibeam LED พร้อมเส้นสายไฟ 3 เส้น ให้ความรู้สึกดุดัน ส่วนไฟท้ายยังคงรูปทรงเดิม แต่มีการเปลี่ยนดีไซน์ดวงไฟใหม่แบบไฟเบอร์ออฟติก ให้ความสดใสและชัดเจนยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสาร เปิดตัวด้วยระบบ Energizing Comfort Control เป็นครั้งแรกของโลก เป็นการผสานระบบปรับอากาศ, เครื่องเสียง, และแสงไฟภายในห้องโดยสาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการขับขี่
เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังหุ้มหนัง Exclusive Nappa ตัดเย็บลายเบาะแบบ Diamond Design ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำ และฟังก์ชั่นอุ่นเบาะและระบายอากาศ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับเลื่อนเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังได้ถึง 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้ 3.7 ซม.
จากการอ้างอิงของทีมวิศวกรผู้พัฒนา การปรับปรุงใหม่นี้มีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนมากกว่า 6,500 ชิ้น
ประสบการณ์การขับขี่และโดยสาร: ความนุ่มนวลที่เหนือระดับ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ S-Class มอบความรู้สึกหรูหราสง่างามอย่างแท้จริง แสง สี กลิ่น และฟังก์ชันต่างๆ ที่มีมากมายเกินกว่าจะสัมผัสได้ในเวลาอันสั้น พวงมาลัยให้ความรู้สึกกระชับมือ น้ำหนักเบา ขับง่าย แม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่ แต่การขับขี่ในสภาพการจราจรที่หนาแน่นก็ไม่รู้สึกว่าเทอะทะ
ตำแหน่งที่ดีที่สุดของ S-Class คือการได้นั่งอยู่เบาะหลัง โดยเฉพาะฝั่งซ้ายมือ ทุกอย่างได้รับการออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้โดยสารในตำแหน่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเบาะปรับเอน, ที่รองขาปรับระดับพร้อมที่รองเท้า
ความนุ่มนวลของการขับขี่ต้องยกความดีให้กับระบบช่วงล่างแบบถุงลม (AIRMATIC) ที่ให้ความสบายและปรับระดับได้ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือหากเกิดการชำรุด ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด ซึ่งมีราคาสูงตามค่าตัวรถ
การทดลองขับขี่ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด แสดงให้เห็นถึงอัตราเร่งที่ดี ไม่มีอาการอึดอัด เครื่องยนต์ดีเซลให้กำลังที่เหมาะสม จังหวะเร่งแซงทำได้อย่างสบายๆ อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 14 กม./ลิตร สำหรับระยะทาง 290 กม. ถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่งสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนประสบเหตุการณ์ “เบรกหัวทิ่ม” เนื่องจากระบบความปลอดภัยที่ทำงานเร็วเกินไป เมื่อรถจักรยานยนต์ขับตัดหน้า รถ S-Class เลือกที่จะเบรกอย่างหนักทันที คาดว่าเป็นการทำงานของระบบเสริมความปลอดภัยบางอย่าง แม้จะติดต่อทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เพื่อขอคำอธิบาย แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นถกเถียงระดับโลกเกี่ยวกับ “ความรับผิด” ในกรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากระบบอัตโนมัติ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ขับขี่
เหมาะสำหรับใคร?
สำหรับสาวกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class คือ “ที่สุดของดวงใจ” ผู้ที่เคยใช้งาน S-Class รุ่นก่อนหน้าจะพบว่า บุคลิกการขับขี่ยังคงเหมือนเดิม แต่ได้รับการเสริมด้วยระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่อัดแน่นมามากกว่าเดิม โดยเฉพาะการยกระดับความสบายให้กับผู้โดยสารเบาะหลัง
สรุป
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เหนือระดับอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบุกเบิกสมรรถนะบนสนามแข่งกับ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ดีทีเอ็ม หรือการนิยามใหม่ของความหรูหราและความสะดวกสบายกับ เมอร์เซเดส-มายบัค เอส 500 รวมถึงการพัฒนาบริการอย่างไม่หยุดยั้งของตัวแทนจำหน่ายอย่าง TSTI Mercedes-Benz และการนำเสนอสุดยอดยนตรกรรมอย่าง S-Class ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้แก่ลูกค้าเสมอมา
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ความหรูหราที่หาที่เปรียบไม่ได้ หรือนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุดในตลาด การสำรวจยนตรกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือก้าวต่อไปที่คุณไม่ควรพลาด เชิญสัมผัสประสบการณ์จริงได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ใกล้บ้านท่าน