
เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ดีทีเอ็ม: วิวัฒนาการแห่งชัยชนะบนสนามแข่งทางเรียบ
ในโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด ชื่อของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ย่อมเป็นที่คุ้นเคยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับโลกอย่าง DTM (Deutsche Tourenwagen Masters) ซึ่งเป็นเวทีที่พิสูจน์สมรรถนะและความเหนือชั้นของรถยนต์จากค่ายดาวสามแฉกมาอย่างยาวนาน และเมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานใน DTM ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ซี-คลาส (C-Class) คือหนึ่งในรุ่นที่สร้างตำนานและเก็บเกี่ยวชัยชนะไว้ได้อย่างงดงาม โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซี-คลาส เคยคว้าชัยชนะไปถึง 85 ครั้ง จากการแข่งขันทั้งหมด 159 เรซ ซึ่งเป็นสถิติที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
สำหรับปี 2016 เป็นต้นไป เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เตรียมส่งทายาทรุ่นใหม่ที่จะมาสานต่อความสำเร็จและยกระดับการแข่งขันให้เข้มข้นยิ่งขึ้น นั่นคือ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ดีทีเอ็ม” (Mercedes-AMG C63 DTM) รถแข่งคันใหม่นี้ พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของ Mercedes-AMG C63 ซึ่งเป็นรุ่นสปอร์ตคูเป้ที่ขึ้นชื่อเรื่องสมรรถนะการขับขี่อันเร้าใจ การออกแบบที่โดดเด่น และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย การนำรุ่นนี้มาเป็นแม่แบบในการพัฒนารถแข่ง DTM สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ที่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต
อูลลิค ฟริตซ์ ประธานกรรมการของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ดีทีเอ็ม กล่าวเน้นย้ำถึงศักยภาพของรถยนต์รุ่นนี้ว่า “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 จะสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและการออกแบบที่โดดเด่น โดยรถสปอร์ตคูเป้รุ่นนี้ยังมอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนารถแข่งดีทีเอ็มของเรา” ความคาดหวังของเขาต่อรถแข่งคันใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จในรายการแข่งขัน DTM “ผมเฝ้ารอที่จะได้ยลโฉมเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี63 ดีทีเอ็ม ออกแข่งขันในปี 2016 เป้าหมายของเราคือการสานต่อความสำเร็จในการแข่งขันรายการนี้”
รายละเอียดเกี่ยวกับการปรับแต่งและสมรรถนะทางเทคนิคของ Mercedes-AMG C63 DTM ยังคงเป็นความลับที่น่าติดตาม แฟนคลับของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้ที่ชื่นชอบกีฬามอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกต่างตั้งตารอคอยข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้รถแข่งคันนี้พร้อมที่จะคว้าชัยชนะบนสนามแข่ง DTM ในฤดูกาลที่จะมาถึง
เมอร์เซเดส-มายบัค: นิยามใหม่แห่งความหรูหราขั้นสูงสุด
ในขณะที่ชื่อเสียงด้านสมรรถนะในสนามแข่งยังคงแข็งแกร่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัว Mercedes-Maybach S 500 ซึ่งเป็นการยกระดับนิยามของความหรูหราไปสู่อีกขั้นอย่างแท้จริง
Mercedes-Maybach S 500 ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับในทุกมิติ ตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่สง่างาม เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไปจนถึงการตกแต่งภายในที่เลิศหรู ล้ำสมัย และใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้โดยสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบรถยนต์ระดับ Ultra-Luxury นี้
สิ่งที่ทำให้ Mercedes-Maybach S 500 โดดเด่นกว่ารุ่นอื่นๆ คือการเพิ่มความยาวของตัวถังและระยะฐานล้อ ส่งผลให้มีพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังได้รับการพิถีการณ์ว่าเป็นหนึ่งในยานยนต์ที่มีห้องโดยสารเงียบที่สุดในโลก ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีการเก็บเสียงและการออกแบบที่พิถีพิถัน เพื่อมอบความสงบและผ่อนคลายสูงสุดตลอดการเดินทาง
ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการเข้ามาของ Mercedes-Maybach ในตลาดประเทศไทยว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ มายบัค นับเป็นค่ายยนตรกรรมหรูลำดับที่ 2 ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ต่อจากเบนซ์ AMG” เขากล่าวเสริมว่า “รุ่นที่ทางบริษัทฯ นำมาเปิดตัวในประเทศไทย คือรุ่น Mercedes-Maybach S 500 ซึ่งมาพร้อมกับความโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในที่เลิศหรู ล้ำสมัย สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของแบรนด์ในการมอบ ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ และสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination) และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ให้แก่ลูกค้า”
กลุ่มเป้าหมายหลักของ Mercedes-Maybach S 500 คือกลุ่มผู้บริหารระดับสูง นักธุรกิจชั้นนำ รวมถึงกลุ่มธุรกิจฟลีทและโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ต้องการมอบประสบการณ์การเดินทางสุดพิเศษให้กับแขกคนสำคัญ
มาร์ทิน ชูลซ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mercedes-Maybach S 500 ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การออกแบบภายนอกที่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสง่างามแบบ S-Class โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้า ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ สัญลักษณ์ดาวสามแฉกบนฝากระโปรงลาย 3 แถบเสริมโครเมียม ฝากระโปรงหน้าที่ยาว พร้อมคิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า กระจกหน้าต่างสีเขียว กรองแสงรอบคัน พร้อมกระจกนิรภัยด้านหลัง ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System พร้อมฟังก์ชั่น Active Light System ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก ปลายท่อไอเสียคู่ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง Run-flat และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่ ปิดท้ายด้วยโลโก้ “Maybach” อันเป็นเอกลักษณ์บนฝากระโปรงหลัง
ด้วยความยาวตัวถังประมาณ 5,453 มม. (ยาวกว่า S-Class เดิม 5,246 มม.) และระยะฐานล้อ 3,365 มม. (ยาวกว่า S-Class เดิม 3,165 มม.) Mercedes-Maybach S 500 จึงมอบพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ เพิ่มความสะดวกสบายสูงสุดตลอดการเดินทาง
การออกแบบภายใน: สัมผัสแห่งความหรูหราและการผ่อนคลาย
ภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Maybach S 500 คือบทพิสูจน์ของคำว่า “สุดยอดแห่งความหรูหรา” การผสมผสานระหว่างความโอ่อ่า ความนุ่มสบาย และความกว้างขวาง ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างลงตัว ด้วยการตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive Package ลาย Diamond Design ที่ประณีตอ่อนโยน ด้านบนของคอนโซลหน้าและแผงประตูหุ้มด้วยหนัง Nappa เกรดพรีเมียม ส่วนผ้าหลังคาและแผงบังแดดหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfibre เพิ่มความรู้สึกหรูหราและนุ่มนวล
นาฬิกาแบบอนาล็อกดีไซน์ IWC สื่อถึงความคลาสสิกและสง่างาม ในขณะที่ระบบมัลติมีเดียอันล้ำสมัย ประกอบด้วยระบบ COMAND Online เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและระบบนำทาง พร้อมรีโมทควบคุมสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เครื่องเล่น DVD 6 แผ่น ระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC (เฉพาะภาษาอังกฤษ) ระบบเครื่องเสียง Burmester® high-end 3D surround sound system ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad รวมถึง Head-up Display ที่แสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า และระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลังพร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง
เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบความสบายสูงสุด มาพร้อมฟังก์ชั่นอุ่นเบาะและระบายอากาศ ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ สำหรับเบาะผู้โดยสารด้านหน้า สามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าได้มากกว่าปกติถึง 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ห้องโดยสารตอนหลัง
ไฮไลท์สำคัญสำหรับผู้โดยสารตอนหลังคือเบาะแบบ Multi-contour ที่มาพร้อมระบบ First Class Seat และโต๊ะทำงานแบบพับได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายสูงสุดตลอดการเดินทาง ฟังก์ชั่นนวด ENERGIZING สำหรับเบาะหลัง ซึ่งใช้หลักการนวดแบบหินร้อน สามารถเลือกได้ถึง 6 โปรแกรม ได้แก่ Hot Relaxing Massage Back, Hot Relaxing Massage Shoulder, Activating Massage, Classic Massage, Mobilizing Massage และ Workout เสริมด้วยที่รองขาปรับระดับได้ เพิ่มความผ่อนคลายอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังมีตู้เย็นภายในรถบริเวณที่นั่งด้านหลัง ม่านบังแดดประตูหลังซ้าย-ขวา และด้านหลังที่ปรับไฟฟ้า ระบบปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบแยกหน้า-หลัง และ Ambient Lighting ที่สามารถปรับสีได้ถึง 7 สี และปรับความเข้มได้ 5 ระดับ เพื่อสร้างบรรยากาศที่หลากหลายและน่าประทับใจ
ระบบ Active Perfuming System: สัมผัสแห่งกลิ่นหอมที่ปรับได้ตามอารมณ์
Mercedes-Maybach S 500 มาพร้อมกับระบบ Active Perfuming System ที่เป็นส่วนหนึ่งของ AIR-BALANCE Package ระบบนี้จะช่วยสร้างกลิ่นหอมที่ปรับระดับได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ผ่านน้ำหอมปรับอากาศคุณภาพสูง เพื่อมอบความสดชื่นและความรื่นรมย์สูงสุด มีกลิ่นให้เลือก 4 กลิ่น ได้แก่ FREESIDE MOOD, NIGHTLIFE MOOD, DOWNTOWN MOOD และ SPORTS MOOD รวมถึงกลิ่นพิเศษสำหรับ Maybach โดยเฉพาะอย่างกลิ่น AGARWOOD
เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย: การปกป้องขั้นสูงสุด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร Mercedes-Maybach S 500 จึงมาพร้อมกับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อมอบการปกป้องที่สมบูรณ์แบบ
ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ: PRE-SAFE® system, PRE-SAFE® impulse system, และ PRE-SAFE® rear system ที่มาพร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบถุงลม เพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และหัวล็อคเข็มขัดนิรภัยแบบเรืองแสง
ถุงลมนิรภัย: ครอบคลุมทั้งผู้โดยสารคู่หน้า ผู้โดยสารด้านหลัง ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะสำหรับผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง
ระบบควบคุมการทรงตัว: Electronic Stability Program (ESP), Curve Dynamic Assist, Crosswind Assist, Brake Assist (BAS), ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-start Assist, Adaptive Brake Lights
ระบบเบรก: Anti-lock Braking System (ABS), Acceleration Skid Control (ASR)
ระบบป้องกันการโจรกรรม: พร้อมระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในรถ
ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่: ATTENTION ASSIST
ระบบช่วงล่าง: AIRMATIC พร้อมระบบควบคุมระดับ, MAGIC BODY CONTROL
ระบบอื่นๆ: Cruise Control, SPEEDTRONIC, Tyre Pressure Monitoring System, Active Parking Assist, MAGIC VISION CONTROL, Night View Assist, Adaptive Highbeam Assist Plus, กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง
สมรรถนะเครื่องยนต์: พลังที่นุ่มนวลและทรงพลัง
Mercedes-Maybach S 500 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4,663 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 455 แรงม้า ที่ 5,250-5,550 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,800-3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 5.0 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม.
Mercedes-Maybach S 500 ราคา 16,900,000 บาท
ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์: ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านบริการลูกค้า
ในโลกยานยนต์ที่การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ คุณภาพของการบริการลูกค้าคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน เสกสรร ตั้งสัจจธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับความสำเร็จของโชว์รูมเมอร์เซเดส-เบนซ์ บ้านโป่ง และหัวหิน ซึ่งล่าสุดได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ CSI “ผู้จำหน่ายดีเด่น ด้านการสร้างความพึงพอใจสูงสุดต่อประสบการณ์การซื้อ ประจำปี 2560”
“เราเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ CSI ด้านโชว์รูมและการขายประจำปี 2017 เป็นรางวัลความพึงพอใจจากลูกค้า ซึ่งเราภาคภูมิใจมาก” เสกสรรกล่าว “เป็นความพยายามที่เราทุ่มเทเพื่อบริการลูกค้าให้ดีที่สุด เป็นการดูแลที่เราต้องใส่ใจมากขึ้นจากเดิม” รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ ที่จะมอบประสบการณ์การซื้อที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยก่อนหน้านี้ โชว์รูมบ้านโป่งก็เคยได้รับรางวัลนี้ในปี 2008 เช่นเดียวกับรางวัลชนะเลิศด้านบริการหลังการขายที่ได้รับติดต่อกัน 3 ปี (2008-2010) ส่วนสาขาหัวหินซึ่งเปิดดำเนินการมาประมาณ 4 ปี ก็เพิ่งได้รับรางวัลนี้เป็นครั้งแรก
เพื่อรองรับการเติบโตของยอดขายและจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ในการปรับปรุงและขยายพื้นที่โชว์รูมทั้งหมด รวมถึงห้องพักรับรองลูกค้า ห้องส่งมอบรถ และพื้นที่โชว์รูม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับเป้าหมายยอดขายในปี 2561 นี้ โชว์รูมบ้านโป่งตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 250 คัน และสาขาหัวหินอีกประมาณ 120-150 คัน โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 20% จากปี 2560 “เราคาดหวังว่า จะดูแลลูกค้าทั้งรายเก่าและใหม่ ที่จะเพิ่มเข้ามาในทุกๆ ปี” เสกสรรกล่าว “เรามีทีมฝ่ายขายที่แข็งแกร่ง พร้อมให้งานบริการที่จริงใจ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ลูกค้า เราให้สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังได้”
ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ มองว่ากลุ่มลูกค้าใหม่มีสัดส่วนประมาณ 70-80% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อโฆษณาและการออกอีเวนท์ตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงการมีชื่อเสียงจากการบอกต่อในพื้นที่ และการดำเนินธุรกิจในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี ทำให้มีฐานลูกค้าในพื้นที่ที่ให้ความไว้วางใจ ยิ่งไปกว่านั้น การปรับเปลี่ยนบุคลิกและดีไซน์ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในปัจจุบัน ยังช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่มีความสำเร็จในหน้าที่การงานให้หันมาเลือกใช้รถยนต์แบรนด์นี้เพิ่มมากขึ้น
สาขาหัวหินเองก็ได้รับการยอมรับอย่างสูง โดยได้รับรางวัล CSI ด้านโชว์รูมและการขายในตำแหน่งรองชนะเลิศ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเสียงตอบรับอันดีเยี่ยมของลูกค้า
ในยุคดิจิทัล ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ ให้ความสำคัญกับการใช้สื่อดิจิทัลออนไลน์เป็นหลัก ในขณะเดียวกันก็ยังคงยกระดับบริการเพื่อรองรับเทรนด์ยานยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด โชว์รูมได้มีการติดตั้ง Wallbox สำหรับให้บริการชาร์จแบตเตอรี่แก่ลูกค้าที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยไม่คิดค่าบริการ และมีบริการห้องรับรองอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในช่วงที่รอชาร์จ
การพัฒนาบุคลากรก็เป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญ บริษัทได้เพิ่มจำนวนพนักงานจากกว่า 20 คน เป็นกว่า 50 คน พร้อมทั้งจัดส่งพนักงานเข้ารับการอบรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่างเทคนิคที่จะต้องมีความรู้ความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์
นอกจากนี้ ยังคงรักษามาตรฐานการบริการรูปแบบเดิมไว้เป็นอย่างดี เช่น บริการอาหาร ของว่าง เครื่องดื่ม บริการรถรับ-ส่งลูกค้า และบริการรถโมบายล์เซอร์วิสสำหรับการฉุกเฉิน
สำหรับรุ่นรถที่ขายดีที่สุดของสาขาบ้านโป่งนั้น เสกสรรระบุว่าเน้นไปที่รถยนต์กลุ่ม SUV และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึง C-Class, E-Class และ S-Class ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง
การได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่าย Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งสำหรับ ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ สาขาบ้านโป่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาหากผ่านการประเมินความพร้อมทุกด้าน จะสามารถเป็นตัวแทนจำหน่าย Mercedes-AMG ได้อย่างเต็มตัว ซึ่งหมายถึงการต้องเตรียมทีมงานที่ปรึกษาการขาย ทีมช่างบริการ และระบบต่างๆ ให้พร้อมรองรับรถยนต์สมรรถนะสูงจาก AMG โดยคาดว่าแผนนี้จะมีความชัดเจนประมาณปลายปี 2561 ซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานของ ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ ให้สูงขึ้นไปอีกระดับ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส (S-Class): มาตรฐานแห่งยนตรกรรมลักซ์ชัวรีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
เมื่อเอ่ยถึง “เอส-คลาส” (S-Class) ยนตรกรรมเรือธงของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ชื่อนี้ย่อมสื่อถึงที่สุดแห่งความหรูหรา นวัตกรรม และสมรรถนะ การนับรุ่นของ S-Class สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี ค.ศ.1954 หากนับเฉพาะชื่อรุ่น S-Class เจเนอเรชันแรกจะเริ่มในปี ค.ศ.1972 ภายใต้รหัสพัฒนา W116 และนับมาถึงเจเนอเรชันปัจจุบัน W222 ซึ่งถือเป็นลำดับที่ 6 ในตระกูล S-Class
S-Class ได้รับการยกย่องว่าเป็นรถที่ดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยทุกเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากฝ่ายวิจัย มักจะถูกนำมาใช้กับ S-Class เป็นรุ่นแรกเสมอ โมเดลล่าสุดได้เปิดตัวในปี 2014 และได้รับการปรับปรุงโฉม (Minor Change) หรือเฟซลิฟต์ ในปี 2018 ซึ่งเป็นการกลับมาทำตลาดเครื่องยนต์ดีเซลอีกครั้งในประเทศไทย
การปรับปรุงรูปลักษณ์และความปลอดภัย: สุนทรียภาพที่มาพร้อมความอุ่นใจ
สำหรับรุ่นเฟซลิฟต์ของ S-Class ในประเทศไทย เปิดตัวด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง เทอร์โบคู่ พร้อมระบบวาล์วแปรผันเป็นครั้งแรก เสื้อสูบทำจากอลูมิเนียม พร้อมผนังเสื้อสูบที่ปรับปรุงใหม่ด้วยเทคโนโลยี Nanoslide
เครื่องยนต์พิกัด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อม Gearshift Paddles อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เมอร์เซเดส-เบนซ์ เคลมว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นและปล่อยไอเสียน้อยลง ด้วยระบบ EGR และวาล์วแปรผัน
S 350 d ในรุ่นเฟซลิฟต์นี้ เป็นรุ่นแรกที่นำระบบช่วยเหลือการขับขี่มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยมีการเพิ่มระบบช่วยเบรก ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ และที่สำคัญคือระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE®) ระบบความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ ก็ยังคงจัดเต็มเช่นเดิม
การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เห็นได้ชัดคือ ชุดกระจังหน้า กันชนหน้า และโคมไฟหน้าแบบ Multibeam LED พร้อมเส้นสายไฟ 3 เส้นที่ดูสง่างาม ส่วนโคมไฟท้ายยังคงรูปทรงเดิม แต่มีการปรับดีไซน์ของดวงไฟใหม่เป็นแบบไฟเบอร์ออฟติก ให้ความสว่างและความคมชัดยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสาร: นวัตกรรมเพื่อความสะดวกสบายขั้นสูงสุด
เป็นครั้งแรกของโลกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำระบบ Energizing Comfort Control มาใช้ใน S-Class โดยเป็นการผสานระบบปรับอากาศ เครื่องเสียง และแสงไฟภายในห้องโดยสาร เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่สอดคล้องและเหมาะสมกับการขับขี่
เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังหุ้มด้วยหนัง Exclusive Nappa ลาย Diamond Design ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ และมาพร้อมฟังก์ชั่นอุ่นเบาะและระบายอากาศ สำหรับเบาะผู้โดยสารด้านหน้า สามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าได้อีก 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่บริเวณห้องโดยสารด้านหลังให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ทีมวิศวกรผู้พัฒนา S-Class เปิดเผยว่า มีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนมากกว่า 6,500 ชิ้นสำหรับรุ่นปรับปรุงใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
ประสบการณ์การขับขี่: ความหรูหราที่สัมผัสได้ทุกอณู
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ S-Class มอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ ความรู้สึกแรกเมื่อได้ประจำการในตำแหน่งผู้ขับขี่คือความหรูหราที่สมบูรณ์แบบ แสง สี กลิ่นของห้องโดยสารบ่งบอกถึงความคุ้มค่ากับราคา พวงมาลัยถูกออกแบบมาให้กระชับมือ น้ำหนักเบาสบาย ขับง่าย ทัศนวิสัยชัดเจนทุกมุมมอง แม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่ แต่กลับไม่รู้สึกเกะกะเมื่อต้องขับขี่ในสภาพการจราจรที่หนาแน่น
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ดีที่สุดของ S-Class อาจเป็นการนั่งอยู่เบาะหลัง โดยเฉพาะฝั่งซ้ายมือ ที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็นเบาะปรับเอน ที่รองขาปรับระดับได้พร้อมที่รองเท้า ความนุ่มนวลของการขับขี่มาจากระบบช่วงล่างแบบถุงลม (AIRMATIC) ที่มอบความนุ่มนวลและสามารถปรับระดับได้
การขับขี่ทั้งในเมืองและออกต่างจังหวัด S-Class ให้สมรรถนะที่ดี อัตราเร่งดี ไม่มีอาการอืด แม้จะเป็นรถขนาดใหญ่ เครื่องยนต์ดีเซลให้กำลังที่เหมาะสมสำหรับการเร่งแซง แต่มีข้อสังเกตเล็กน้อยเมื่อวิ่งด้วยความเร็ว 80-120 กม./ชม. หากเจอถนนที่เป็นคลื่นหรือหลุมตื้นๆ อาจมีอาการโยนตัวเล็กน้อย อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 14 กม./ลิตร ถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ดีเซลขนาดนี้
มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผู้เขียนประสบคือ ระบบความปลอดภัยทำงานอย่างชาญฉลาดเกินไป จนอาจเกิดความเข้าใจผิด ระบบเบรกทำงานหนักทันทีราวกับรถหยุดนิ่ง เมื่อมีรถจักรยานยนต์ขับผ่านหน้าไปอย่างกะทันหัน ซึ่งอาจเกิดจากการทำงานของระบบเสริมความปลอดภัยบางอย่างที่ติดตั้งไว้ แม้ทางผู้เขียนได้พยายามขอคำอธิบายจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้ ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ และความเป็นไปได้ที่รถยนต์อาจตัดสินใจกระทำตามโปรแกรมของวิศวกร แทนที่จะทำตามคำสั่งของผู้ขับขี่ ซึ่งส่งผลต่อประเด็นความรับผิดในกรณีเกิดอุบัติเหตุ
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความบกพร่องของระบบหรือตัวรถแต่อย่างใด ทุกอย่างทำงานตามที่วิศวกรได้ออกแบบไว้ คำถามที่สำคัญคือ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
S-Class เหมาะกับใคร?
สำหรับสาวกเมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class คือที่สุดแห่งความปรารถนา ผู้ที่เคยใช้งาน S-Class รุ่นก่อนหน้าจะพบว่าบุคลิกการขับขี่ยังคงเดิม แต่ได้รับการเพิ่มเติมด้วยระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ครบครันยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการยกระดับความสบายสำหรับผู้โดยสารตอนหลังให้เหนือกว่าทุกประสบการณ์
ก้าวต่อไปกับอนาคตแห่งยานยนต์
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่เพียงแต่เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีและนวัตกรรมบนท้องถนน แต่ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์เสมอ ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีความปลอดภัย รวมถึงการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จ ความหรูหรา และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก การพิจารณา Mercedes-Maybach S 500 หรือ Mercedes-Benz S-Class รุ่นล่าสุด คือการตัดสินใจที่คุ้มค่า
สัมผัสประสบการณ์การขับขี่สุดยอดแห่งยนตรกรรมระดับโลก ด้วยการติดต่อโชว์รูมเมอร์เซเดส-เบนซ์ ใกล้บ้านคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ทางการของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายทดลองขับได้แล้ววันนี้