
Mercedes-Maybach S600: สัญลักษณ์แห่งความหรูหราเหนือระดับและการกลับมาของตำนาน Maybach
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของอุตสาหกรรมยานยนต์หรูมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์เซดานระดับ Ultra-Luxury ที่ซึ่งความสะดวกสบาย นวัตกรรม และภาพลักษณ์ คือหัวใจสำคัญของการแข่งขัน แต่เมื่อพูดถึงแบรนด์ที่สามารถยกระดับนิยามของความหรูหราไปอีกขั้น หนึ่งชื่อที่ผุดขึ้นมาในใจเสมอคือ Mercedes-Benz และการกลับมาของชื่อ Maybach ภายใต้ร่มเงาของดาวสามแฉก กับการเปิดตัว Mercedes-Maybach S600 นั้น ถือเป็นการประกาศศักดาที่สั่นสะเทือนวงการรถยนต์หรูระดับสูงสุดอีกครั้ง
การผงาดขึ้นของ Mercedes-Maybach S600: การกลับมาของตำนานบนพื้นฐานของ S-Class
การเปิดตัวภาพแรกของ Mercedes-Maybach S600 ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกยานยนต์อย่างรวดเร็ว การตัดสินใจของ Mercedes-Benz ในการฟื้นคืนชีพชื่อ “Maybach” ไม่ใช่เพียงการนำชื่อเก่ามาใช้ แต่เป็นการผสมผสานจิตวิญญาณแห่งความหรูหราขั้นสูงสุดเข้ากับรากฐานอันแข็งแกร่งของ S-Class ซีดานเรือธงที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมของแบรนด์ในการเจาะตลาด Super-Luxury ที่มีลูกค้าต้องการเหนือกว่าแค่ความสบาย แต่ต้องการประสบการณ์ที่เหนือจินตนาการ
Mercedes-Maybach S600 ไม่ได้เป็นเพียง S-Class ที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มเติม แต่เป็นการพัฒนาต่อยอดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง การขยายฐานล้อให้ยาวเป็นพิเศษนั้น ไม่เพียงแต่เพิ่มความสง่างามให้กับตัวรถ แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์พื้นที่อันกว้างขวาง ให้ผู้โดยสารได้สัมผัสประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับห้องรับรองส่วนตัวบนเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส ประตูหลังที่ออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนถึงการคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้โดยสารอย่างแท้จริง
การเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกันในงาน Los Angeles Auto Show และ Guangzhou Auto Show ในช่วงปลายปีที่ผ่านมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การเจาะตลาดที่ชาญฉลาดของ Mercedes-Benz โดยเลือกที่จะเริ่มต้นในสองตลาดสำคัญที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการรถยนต์หรูประเภทนี้อย่างมาก คือ สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะทวงคืนบัลลังก์ในตลาด Super-Luxury
การแข่งขันในสมรภูมิ Ultra-Luxury: Maybach S600 ปะทะ Rolls-Royce และ Bentley
Mercedes-Benz มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการนำ Mercedes-Maybach S600 เข้ามาท้าชนโดยตรงกับสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ Ultra-Luxury สัญชาติอังกฤษอย่าง Rolls-Royce Ghost และ Bentley Flying Spur การปรากฏตัวของ Maybach S600 ในสมรภูมินี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการคำนวณมาอย่างดีเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มลูกค้ามหาเศรษฐีที่มองหาสิ่งที่ดีที่สุด การออกแบบภายนอกที่สง่างาม โอ่อ่า ผสมผสานกับเส้นสายที่ยังคงกลิ่นอายของ S-Class แต่แฝงด้วยความภูมิฐานอันเป็นเอกลักษณ์ของ Maybach ยิ่งทำให้รถคันนี้โดดเด่น
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น การปั๊มตัวอักษร “Maybach” ที่บริเวณท้ายรถ หรือการปรับดีไซน์กระจังหน้า ล้วนเป็นการตอกย้ำถึงสถานะอันพิเศษของรุ่นนี้ การใส่ใจในทุกอณูของการออกแบบภายนอก สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาที่ว่า “ความหรูหราที่แท้จริงอยู่ที่รายละเอียด”
ประสบการณ์ภายในห้องโดยสาร: สวรรค์แห่งความสะดวกสบายและความประณีต
หากภายนอกของ Mercedes-Maybach S600 คือการแสดงออกถึงอำนาจและบารมี ภายในห้องโดยสารคือสวรรค์แห่งการพักผ่อนและการผ่อนคลายอย่างแท้จริง การตกแต่งภายในได้รับการยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกขั้น เน้นความหรูหรา ความประณีต และความสะดวกสบายสูงสุด เบาะนั่งตอนหลังถูกออกแบบมาให้เป็นแบบแยกส่วน พร้อมฟังก์ชันการปรับเอนด้วยระบบไฟฟ้าที่ให้ความรู้สึกราวกับนั่งอยู่ในห้องรับแขกส่วนตัวที่หรูหราที่สุด การเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียม เช่น หนังแท้ชั้นดี, ไม้จริงที่ผ่านการคัดสรร และการตกแต่งด้วยโลหะขัดเงา ล้วนเป็นสิ่งที่ลูกค้าระดับนี้คาดหวัง
นอกจากนี้ Mercedes-Benz ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกสรรวัสดุและการตกแต่งภายในได้ตามความต้องการส่วนบุคคล (Bespoke Options) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและความรู้สึกพิเศษให้กับรถยนต์คันนี้ การที่ลูกค้าระดับสูงสามารถปรับแต่งรถยนต์ให้สะท้อนถึงรสนิยมและสไตล์ส่วนตัวได้อย่างเต็มที่นั้น เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ระดับ Super-Luxury
ขุมพลัง V12 อันทรงพลัง: หัวใจที่เต้นแรงตามความต้องการ
สำหรับรถยนต์ในระดับธงอย่าง Mercedes-Maybach S600 ขุมพลังที่ใช้ย่อมต้องไม่ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น S600 ที่ได้รับการยืนยันว่าจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ความจุ 6.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศ Twin-Turbocharger ซึ่งให้พละกำลังถึง 530 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 830 นิวตันเมตร เพียงตัวเลขเหล่านี้ก็บ่งบอกถึงสมรรถนะอันเหนือชั้นที่สามารถพาผู้โดยสารไปยังจุดหมายได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวล
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า Maybach รุ่นใหม่นี้ อาจมีการอัพเกรดพละกำลังให้สูงขึ้นไปอีกระดับ เพื่อให้เหนือกว่ารุ่น S600 แบบมาตรฐาน นี่คือการยืนยันว่า Maybach ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถที่เน้นความหรูหรา แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะอันน่าทึ่งตามแบบฉบับของ Mercedes-Benz
การเปิดตัวอย่างเป็นทางการและอนาคตของ Mercedes-Maybach
การได้รับชมข้อมูลฉบับเต็มของ Mercedes-Maybach S600 ในงาน LA Auto Show ที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดจาก Mercedes-Benz สู่สายตาชาวโลก การรุกตลาดอย่างเต็มตัวของ Mercedes-Maybach S600 ในครั้งนี้ จะเป็นการวัดระดับความสำเร็จอีกครั้งของแบรนด์ Maybach ภายใต้การบริหารของ Mercedes-Benz ว่าจะสามารถสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและยาวนานในตลาด Super-Luxury ได้มากน้อยเพียงใด
Mercedes-Benz CLS Coupe และ Shooting Brake: นิยามใหม่ของความสปอร์ตหรู
นอกเหนือจากการกลับมาของ Maybach แล้ว Mercedes-Benz ยังได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูด้วยการเปิดตัว Mercedes-Benz CLS Coupe และ CLS Shooting Brake ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่เฉียบคม ทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานที่เหนือกว่า
ดีไซน์ภายนอก: ความสง่างามที่ไร้ขีดจำกัด
CLS Coupe และ Shooting Brake โฉมใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีความเพรียวบาง สง่างาม และสปอร์ตยิ่งขึ้น เส้นสายที่พลิ้วไหวตั้งแต่ด้านหน้าจรดด้านท้าย สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเหนือใคร กระจังหน้าลายเพชรแบบใหม่ และชุดกันชนที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความดุดัน ผสานกับล้ออัลลอยลายสปอร์ตขนาด 19 นิ้ว ยิ่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตหรูได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับ CLS Shooting Brake การเพิ่มพื้นที่ช่วงหลังคาและเสาหลังให้สูงขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้ทำให้เสียสมดุลของความสปอร์ต แต่กลับเพิ่มประโยชน์ใช้สอยและความอเนกประสงค์ ให้กลายเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้อย่างลงตัว
เทคโนโลยีไฟหน้า Multibeam LED: ส่องสว่างนำทางด้วยความอัจฉริยะ
จุดเด่นสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับ CLS โฉมใหม่นี้ คือการนำระบบไฟหน้า Multibeam LED มาใช้ ระบบไฟส่องสว่างอันชาญฉลาดนี้ ประกอบด้วยหลอด LED จำนวน 24 หลอด ที่สามารถปรับทิศทาง ความสูง และระยะของแสงได้อย่างอิสระ ทำงานร่วมกับกล้องอินฟราเรดเพื่อตรวจจับวัตถุบนท้องถนน การทำงานที่แม่นยำของระบบไฟหน้านี้ ไม่เพียงแต่ให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ แต่ยังช่วยลดแสงรบกวนต่อผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนรายอื่น เพิ่มความปลอดภัยได้อย่างมีนัยสำคัญ
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราที่ผสมผสานกับความสปอร์ต
ภายในห้องโดยสารของ CLS Coupe และ Shooting Brake ได้รับการออกแบบให้มีความลงตัวระหว่างความหรูหราและความสปอร์ต พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันฐานแบน ดีไซน์ที่ทันสมัย สะดวกสบายในการควบคุม หน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 8 นิ้ว ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (ในขณะรถจอด) พร้อมปุ่มควบคุมบนคอนโซลกลางที่ใช้งานง่าย
CLS Coupe ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองผู้โดยสาร 4 ท่านอย่างแท้จริง ในขณะที่ CLS Shooting Brake มีที่นั่ง 5 ตำแหน่ง และเบาะหลังที่สามารถพับได้ในอัตราส่วน 1/3 หรือ 2/3 เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน
ขุมพลังที่ตอบสนอง: ประสิทธิภาพที่มาพร้อมกับความประหยัด
CLS ทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ ขนาด 2,143 ซีซี ให้กำลัง 204 แรงม้า และแรงบิด 500 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7G-Tronic ตัวเลขสมรรถนะที่น่าประทับใจ ทั้งอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. และความเร็วสูงสุด แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเครื่องยนต์ ในขณะเดียวกัน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยที่น่าพอใจ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ CLS เป็นรถยนต์ที่คุ้มค่า
ระบบความปลอดภัยและตัวเลือกการตกแต่ง: ครบครันเพื่อความมั่นใจ
Mercedes-Benz ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ CLS มาพร้อมกับระบบถุงลมนิรภัย 8 ตำแหน่ง, กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง, ระบบเบรก ABS, BAS, ESP, Cruise Control พร้อม Speedtronic และระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกสีตัวถังได้ถึง 11 สี รวมถึงสีพิเศษ 3 สี ได้แก่ สีน้ำตาลด้าน, สีขาว และสีแดง รวมถึงการเลือกสีเบาะนั่งได้ถึง 7 สี พร้อมตัวเลือกพิเศษจาก Designo และลายไม้ 5 แบบ เพื่อตอบสนองทุกรสนิยม
Mercedes-Benz S-Class Sedan: ความหรูหราที่เป็นนิรันดร์
การเดินทางของ Mercedes-Benz ในประเทศไทยนั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ การเปิดตัว Mercedes-Benz S 350d เวอร์ชั่นไทย ที่มาพร้อมออพชั่นจัดเต็ม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์การขับขี่และโดยสารที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย
เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย: ประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้ขีดจำกัด
S 350d เวอร์ชันไทย มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ที่ส่องสว่างอย่างอัจฉริยะ, ล้อ AMG ขนาด 20 นิ้ว ที่เพิ่มความดุดัน, พวงมาลัย Multi-function แบบสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa Leather ที่ให้สัมผัสหรูหรา, หน้าจอมาตรวัด Digital Instrument Clusters ขนาด 12.3 นิ้ว ที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วน, และหน้าจอกลาง MBUX7 ขนาด 12.8 นิ้ว แบบ OLED ที่ให้การควบคุมที่ลื่นไหล
ระบบ MBUX7: ปฏิสัมพันธ์แห่งอนาคต
ระบบ MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) คือหัวใจสำคัญของประสบการณ์การขับขี่ใน S-Class รุ่นใหม่ ระบบ MBUX Interior Assistant ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย ทำให้การควบคุมระบบต่างๆ เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น การยกมือขึ้นหรือลงที่กระจกข้างเพื่อเปิด/ปิดไฟอ่านหนังสือ
สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment พร้อมหน้าจอ Rear Tablet ระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอผู้โดยสารตอนหลังขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอ รวมถึงระบบเสียง Burmester® 3D-Surround พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง ล้วนสร้างบรรยากาศราวกับโรงภาพยนตร์ส่วนตัว
ความปลอดภัยที่เหนือกว่า: ปกป้องทุกชีวิต
ในด้านความปลอดภัย S 350d ติดตั้งถุงลมนิรภัยด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, ระบบ Parking Package พร้อมกล้องรอบคัน 360 องศา, และ Driving Assistance Package ที่ครบครัน ประกอบด้วยระบบ Evasive Steering Assist, ระบบ Active Emergency Stop Assist, และระบบ Exit Warning ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุด
ตลาดรถหรูที่เติบโต: โอกาสทองของ Mercedes-Benz
สถิติยอดขายรถหรูในช่วง 4 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย.) ที่พุ่งสูงกว่า 12% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดรถหรูในประเทศไทย โดยเฉพาะสองค่ายผู้นำอย่าง Mercedes-Benz และ BMW ที่ต่างก็ทำยอดขายได้เป็นสถิติใหม่
Mercedes-Benz ประเทศไทย ไม่ได้หยุดนิ่ง โดยมีแผนเปิดตัวรถใหม่ถึง 9 รุ่น ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งรวมถึงรถในกลุ่ม Dream Car อย่าง Mercedes-Benz S-Class Maybach ที่จะเข้าสู่ตลาดไทยอย่างเป็นทางการ
Mercedes-Benz S-Class Maybach: นิยามใหม่ของความหรูหราเหนือระดับในประเทศไทย
การมาถึงของ Mercedes-Benz S-Class Maybach ในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับตลาดรถยนต์ Ultra-Luxury ไปอีกขั้น การฟื้นคืนชีพแบรนด์ Maybach ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการนำรถยนต์ราคา 50-100 ล้านบาทเหมือนในอดีต แต่เป็นการนำเสนอความหรูหราขั้นสูงสุดในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะมีสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท
S-Class Maybach ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก Mercedes-Benz S600L โดยมีการขยายความยาวตัวถังเป็น 5,453 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,365 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสารให้กว้างขวางยิ่งขึ้น แม้จะยังคงใช้โลโก้ดาวสามแฉก แต่การใช้ชื่อ Mercedes-Maybach เป็นการบ่งบอกถึงความแตกต่างและความพิเศษอย่างชัดเจน
ประสบการณ์การโดยสารระดับ Captain Seat
หัวใจหลักของ S-Class Maybach อยู่ที่ห้องโดยสารตอนหลัง ที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่างแท้จริง เบาะนั่งแยกส่วนด้วยคอนโซลกลาง และสามารถปรับเอนได้ดุจ Captain Seat พร้อมการตกแต่งอย่างประณีต
ขุมพลัง V12 และ V8: สุนทรียภาพแห่งการขับขี่
S-Class Maybach มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 6,000 ซีซี Twin-Turbo กำลัง 530 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 84.5 กก.-ม. ที่มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5 วินาที นอกจากนี้ยังมีทางเลือกเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4,663 ซีซี กำลัง 455 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4MATIC และเกียร์ 9G-Tronic ในรุ่น V8 และเกียร์ 7G-Tronic ในรุ่น V12
การแข่งขันที่ดุเดือด: S-Class Maybach ปะทะ BMW 7-Series
การมาของ Mercedes-Benz S-Class Maybach ย่อมเป็นการกระตุ้นการแข่งขันในตลาดรถยนต์ Ultra-Luxury อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคู่แข่งสำคัญอย่าง BMW 7-Series โฉมใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวในตลาดโลก
BMW 7-Series: นวัตกรรมแห่งการลดน้ำหนักและความเบา
BMW 7-Series โฉมใหม่ มาพร้อมรหัสตัวถัง G11/G12 ที่มีการปรับเปลี่ยนจากการใช้เหล็กเป็นโครงสร้างหลัก ไปสู่การผสมผสานวัสดุน้ำหนักเบาอย่าง อะลูมิเนียม, แมกนีเซียม, พลาสติก และคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักลดลงถึง 200 กิโลกรัม ส่งผลให้ 7-Series เป็นรถยนต์ในเซกเมนต์นี้ที่มีน้ำหนักเบาที่สุด
ดีไซน์สปอร์ตหรู และเทคโนโลยี Laserlight
7-Series ใหม่ มีมิติตัวถังที่ใหญ่ขึ้น พร้อมดีไซน์ที่ผสมผสานความหรูหราและสปอร์ตได้อย่างลงตัว กระจังหน้าทรงไตคู่ และไฟหน้า Laserlight ที่ให้ความสว่างเหนือชั้น
ห้องโดยสารสุดล้ำ: ระบบ Infotainment และ Remote Control Parking
ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่ายแต่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ BMW พร้อมระบบ Infotainment iDrive เวอร์ชั่น 5.0, ระบบชาร์จไร้สาย, และ Ambient Air package นอกจากนี้ 7-Series ยังเป็นครั้งแรกของโลกที่มีระบบ Remote Control Parking ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งให้รถเข้า-ออกจากที่จอดรถได้ด้วยรีโมทคอนโทรล
ขุมพลังหลากหลาย: เบนซิน, ดีเซล, และ Plug-in Hybrid
7-Series มาพร้อมทางเลือกขุมพลังที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน V8 4,400 ซีซี เทอร์โบคู่ 445 แรงม้า (750i xDrive), เครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3,000 ซีซี เทอร์โบคู่ 320 แรงม้า (740i), เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 3,000 ซีซี เทอร์โบ 265 แรงม้า (730d) และรุ่น Plug-in Hybrid 740e xDrive ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2,000 ซีซี เทอร์โบ ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถวิ่งในโหมด EV ได้ระยะทาง 37 กิโลเมตร
การแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด
การเปิดตัวของ Mercedes-Benz S-Class Maybach และ BMW 7-Series โฉมใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุดในตลาดรถยนต์ Ultra-Luxury แบรนด์ทั้งสองค่ายต่างงัดกลยุทธ์และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดออกมาเพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่งในตลาดนี้
สำหรับผู้บริโภคชาวไทย การมีตัวเลือกที่หลากหลายและน่าสนใจเช่นนี้ ถือเป็นข่าวดีที่จะได้รับประสบการณ์การขับขี่และโดยสารที่เหนือระดับจากแบรนด์ระดับโลก การเลือก Mercedes-Benz S-Class Maybach หรือ BMW 7-Series นั้น ขึ้นอยู่กับรสนิยม ความชื่นชอบในแบรนด์ และความต้องการใช้งานส่วนบุคคล
หากคุณกำลังมองหาสุดยอดยนตรกรรมที่สะท้อนถึงสถานะ ความสำเร็จ และมอบประสบการณ์การเดินทางอันหรูหราเหนือระดับ นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการพิจารณา Mercedes-Benz S-Class Maybach สัญลักษณ์แห่งความสง่างามที่กลับมาอีกครั้ง หรือ BMW 7-Series นวัตกรรมแห่งอนาคตที่พร้อมให้คุณสัมผัสแล้ววันนี้ เชิญเยี่ยมชมโชว์รูมของผู้แทนจำหน่าย Mercedes-Benz และ BMW ใกล้บ้านคุณ เพื่อสัมผัสและทดลองขับรถยนต์ในฝันของคุณได้แล้ววันนี้.