![N0204124_เม ยแก แพ วเลว [ตอนจบ]_part2 | Yuikie TV](https://filmth1.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_145424.jpg)
เมอร์เซเดส-เบนซ์: สู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์สุดหรู พร้อมนิยามใหม่ของการขับเคลื่อน
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายของอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจเสมอคือความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมของแบรนด์ระดับโลกอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การเปิดตัวยนตรกรรมใหม่ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก รวมถึงการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ย้อนกลับไปในงาน Motor Expo 2016 การปรากฏตัวของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส คูป รุ่นประกอบในไทย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการลงทุนและผลิตรถยนต์คุณภาพสูงในประเทศไทย ยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้คันนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อผสานความสปอร์ต ปราดเปรียว และความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เสริมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ทำให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส คูป กลายเป็น Dream Car ในฝันของใครหลายคน
ในช่วงเวลานั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส คูป ถูกนำเสนอมาในสองรุ่นย่อยคือ C 250 Coupe Sport และ C 250 Coupe AMG Dynamic ซึ่งแต่ละรุ่นก็มาพร้อมกับการตกแต่งภายนอกและภายในที่แตกต่างกัน สะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวรุ่น C 250 Coupe Sport โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เน้นความคล่องตัวและความปราดเปรียว ขณะที่รุ่น C 250 Coupe AMG Dynamic ยกระดับความสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้นด้วยชุดแต่ง AMG ที่ดุดันยิ่งขึ้น มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน อาทิ ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ, ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ, ระบบช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุ และระบบไฟหน้าปรับอัตโนมัติตามสภาพถนน
สิ่งที่น่าสนใจคือรายละเอียดที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่นย่อย เช่น กล้องแสดงภาพขณะถอยหลังในรุ่น Sport และกล้องแบบแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศาในรุ่น AMG Dynamic พร้อมด้วยหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ, หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-Up Display) และระบบเครื่องเสียง Burmester® คุณภาพสูง ที่มอบประสบการณ์เสียงอันดื่มด่ำ
ด้านสมรรถนะ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส คูป รุ่น C 250 Coupe Sport และ AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร (อ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดในปี 2025 ที่อาจมีการปรับปรุงเล็กน้อยจากสเปกเดิม) สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กม./ชม. ตัวเลขเหล่านี้ยังคงน่าประทับใจแม้ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การเปิดตัว Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ในปี 2016 ยังเป็นการตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะระดับสปอร์ตแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราของ C-Class Coupé ด้วยเครื่องยนต์ V6 ที่ทรงพลังที่สุดในกลุ่มเดียวกันในขณะนั้น ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) การผสมผสานนี้มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและควบคุมได้ดั่งใจ
และเพื่อเติมเต็มไลน์อัพรถยนต์เปิดประทุน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอ The New C300 Cabriolet AMG Dynamic พร้อมหลังคาซอฟท์ท็อป เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบเปิดโล่ง พร้อมด้วย The New CLA-Class ที่มาในสองรุ่นย่อย คือ CLA 200 Urban เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร 156 แรงม้า และ CLA 250 AMG Dynamic เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร 211 แรงม้า ที่ยังคงดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ดีไซน์สปอร์ตขนาดเล็ก
ไม่เพียงเท่านี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้เปิดตัว Mercedes-Benz E-Class Estate รุ่นใหม่ ที่ผสานความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความสง่างามได้อย่างลงตัว พร้อมชุดแต่ง AMG, ไฟเรืองแสงภายในห้องโดยสาร 64 สี และระบบเครื่องเสียง Burmester® ในรุ่น E 220d Estate AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ 2.0 ลิตร 194 แรงม้า พร้อมหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ และพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวางถึง 670-1,820 ลิตร
รุ่นปิดท้ายไลน์อัพคือ Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupe ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบ 3.0 ลิตร 367 แรงม้า เสริมด้วยชุดแต่ง AMG, ล้ออัลลอย AMG 5 ก้านคู่ ขนาด 22 นิ้ว และการออกแบบเบาะนั่งคู่หน้าที่เน้นความสปอร์ต พร้อมโหมดการขับขี่ 4 แบบ (Comfort, Slippery, Sport, Individual) และระบบช่วงล่างแบบอากาศพร้อมระบบควบคุม ADS (Adaptive Damping System)
การปรับกลยุทธ์สู่ยุคใหม่: โฟกัสความยั่งยืนและการขับเคลื่อนแห่งอนาคต
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งกว่าการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ คือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ภายใต้การนำของ มร. มาร์ติน ชเวงค์ ประธานบริหารคนใหม่ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 โดยบริษัทฯ ได้ตัดสินใจยุติการแข่งขันด้านยอดขายกับแบรนด์คู่แข่ง เพื่อมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาวภายใต้ยุทธศาสตร์ “Retail of the Future”
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในทุกมิติ การปฏิรูปองค์กรตั้งแต่ภายในไปจนถึงการปรับเปลี่ยนสถานะของคู่ค้าจาก “ดีลเลอร์” เป็น “เอเจนต์” ซึ่งหมายถึงการที่เอเจนต์ไม่ต้องลงทุนซื้อรถมาสต็อก แต่จะได้รับส่วนแบ่งจากการขายแทน สิ่งนี้สะท้อนถึงการปรับตัวเข้าสู่โมเดลธุรกิจที่เน้นประสิทธิภาพและความคล่องตัวมากขึ้น
ในส่วนของผลิตภัณฑ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมเพิ่มความเข้มข้นในการนำเสนอรถยนต์ภายใต้ซับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach รวมถึงกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า EQ ทั้งแบบ Plug-in Hybrid (PHEV) และ Electric Vehicle (EV) อย่างเต็มรูปแบบ
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดคือ แนวทางการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดไทย สำหรับรถยนต์ที่มีแผนการประกอบในประเทศ (CKD) เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะไม่รีบร้อนนำเข้ารถยนต์รุ่นที่ประกอบนอกประเทศ (CBU) มาทำตลาดก่อนอีกต่อไป แต่จะรอจนกว่ากระบวนการผลิตและการประกอบในประเทศพร้อม จึงจะเริ่มทำตลาดด้วยรุ่น CKD โดยตรง
แนวทางนี้ได้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมาแล้วกับ Mercedes-Benz C-Class W206 ที่เปิดตัวในตลาดโลกช่วงต้นปี 2021 แต่ประเทศไทยต้องรอการประกอบในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 โดยประเดิมด้วยรุ่น C 220d ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท ก่อนที่รุ่นปลั๊ก-อินไฮบริด C 350e ราคา 3.35 ล้านบาท จะตามมาในช่วงปลายปี
สำหรับปี 2023 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัว A-Class Facelift และตามด้วย GLA Facelift (ทั้งสองรุ่นประกอบในประเทศ) ในช่วงปลายปี ขณะที่ในส่วนของตลาด SUV รุ่นสำคัญ All-new Mercedes-Benz GLC ซึ่งเปิดตัวทั่วโลกในปี 2022 จะเริ่มขึ้นไลน์ผลิตในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือคาดว่าจะเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2566 โดย GLC โฉมใหม่นี้จะประเดิมด้วยขุมพลังปลั๊ก-อินไฮบริดก่อน และตามด้วยรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลในช่วงปลายปี
Mercedes-Benz GLC 350e 4MATIC Plug-in Hybrid ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 31.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ระยะทางสูงสุดถึง 120 กม. (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งถือเป็นระยะทางที่น่าประทับใจสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
สำหรับ Mercedes-Benz E-Class โฉมใหม่ W214 ที่เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกในเดือนเมษายน 2566 จะไม่มีการนำเข้ารุ่น CBU มาทำตลาดในไทย แต่จะรอการประกอบในประเทศในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2024
อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างกระแสและตอบสนองความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เตรียมนำเข้า Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+ ซึ่งจะเป็นการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% แบบสมรรถนะสูงครั้งแรกในประเทศไทย รถยนต์ซาลูนรุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวม 625 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 950 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.5 วินาที พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 90.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 465 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า: ความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน
มร. มาร์ติน ชเวงค์ ยืนยันว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีแผนการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นอื่นๆ นอกเหนือจาก EQS อย่างแน่นอน แม้ว่าจะไม่มีแผนการประกอบ EQB ในประเทศ แต่บริษัทฯ ได้นำเข้ารถล็อตใหม่มาตอบสนองความต้องการของตลาด
“ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้วางแผนสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นบริษัทรถยนต์รายแรก (เมเจอร์แบรนด์) ที่ตอบรับนโยบายนี้ด้วยการขึ้นไลน์ประกอบ EV ที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ เราจึงอยากให้รัฐบาลทุกชุดดำเนินนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน” มร. ชเวงค์ กล่าว
เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านแผนการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความยั่งยืน (Sustainability), การใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification), นวัตกรรมและเทคโนโลยี (Technology and Innovation) รวมถึงประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience)
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็น 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป ซึ่งครอบคลุมทั้งรถใหม่และรถที่ซื้อไปแล้ว อาทิ C 350e (W206), E 300e (W213), S 580e (V223), GLC 300e (X253), GLC 300e Coupe (C253) และ GLE 350de (V167)
เจาะลึก Mercedes-Benz C 350e AMG Dynamic: นิยามใหม่ของ PHEV
จากการทดลองขับ Mercedes-Benz C 350e AMG Dynamic พบว่ารถยนต์รุ่นนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของรถ Plug-in Hybrid แบบเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการออกแบบที่เน้นความพรีเมียมและเส้นสายที่ลู่ลมตามหลัก Aerodynamics โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Cd) เพียง 0.24
เทคโนโลยีส่องสว่างล้ำสมัย: ไฟหน้า Digital Light ที่มีความละเอียดมากกว่า 1 ล้านพิกเซลต่อข้าง สามารถสร้างภาพจุดหลีกเลี่ยงแสงได้แม่นยำ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในยามค่ำคืนได้อย่างยอดเยี่ยม โดยระบบจะวาดภาพตำแหน่งของรถคันหน้า หรือคนเดินถนน เพื่อตัดแสงไฟไม่ให้รบกวน แต่ยังคงส่องสว่างในพื้นที่ส่วนอื่น ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน
ห้องโดยสารสุดล้ำ: การออกแบบภายในถอดแบบมาจาก S-Class ประกอบด้วยหน้าจอ LCD ขนาด 12.3 นิ้ว สำหรับผู้ขับขี่ แสดงข้อมูลได้ 3 แบบ (Discreet, Sporty, Classic) และหน้าจอมอนิเตอร์กลางแนวตั้งขนาด 11.9 นิ้ว ที่ออกแบบให้เฉียงเข้าหาผู้ขับเล็กน้อย ควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 2 โซน และระบบ MBUX พร้อมการสั่งการด้วยเสียง
ความสะดวกสบายและความปลอดภัยขั้นสูง: ระบบสแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าใช้งาน MBUX, ตั้งค่าโปรไฟล์ผู้ขับขี่ได้ 7 คน (พร้อมการจดจำการตั้งค่าและการขับขี่) และไฟ Ambient Light 64 เฉดสี เพื่อสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ครบครัน เช่น ระบบรักษาระยะห่างจากคันหน้า, Lane Tracking Package, ระบบเตือนจุดอับสายตา, ระบบช่วยจอด, กล้องถอยหลัง, เซ็นเซอร์อัลตร้าโซนิค และระบบป้องกันการชนพร้อมระบบช่วยเบรก
สมรรถนะ Plug-in Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 4: แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถขับขี่ด้วยโหมด EV ได้ระยะทางสูงสุดถึง 100 กม. และทำความเร็วสูงสุดในโหมด EV ได้ถึง 140 กม./ชม. ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่
ประสบการณ์การขับขี่จริง: จากการทดลองขับบนเส้นทางบูรพาวิถี สู่มอเตอร์เวย์ และการขับขี่แบบปกติ (ไม่ได้เน้นการประหยัด) พบว่ารถยนต์สามารถวิ่งด้วยโหมด EV ได้ไกลถึง 108 กม. ก่อนที่เครื่องยนต์จะเริ่มทำงาน ซึ่งเกินกว่าสเปกที่ระบุไว้ การทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ผสานเข้ากับระบบไฟฟ้าเป็นไปอย่างนุ่มนวล โดยแทบไม่รู้สึกถึงการทำงานของเครื่องยนต์นอกจากมาตรวัดรอบที่ขยับขึ้น
ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในโหมด EV คือ 147 กม./ชม. ระบบ PHEV นี้ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับใช้งานประจำวัน แต่ยังคงมีความยืดหยุ่นเมื่อต้องเดินทางไกล โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ การชาร์จ AC ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และการชาร์จ DC (Fast Charge) สามารถเต็ม 100% ได้ใน 30 นาที
แนวคิดการจัดการพลังงานที่ชาญฉลาด: เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ออกแบบระบบให้เน้นการไหลลื่นของรถ (Coasting) มากกว่าการชาร์จกลับอย่างเร่งรีบในบางสถานการณ์ โดยวิศวกรได้คำนึงถึงหลักการที่ว่า การปล่อยให้รถไหลไปตามแรงเฉื่อย อาจได้ระยะทางมากกว่าการชาร์จไฟกลับแล้วนำมาขับเคลื่อนใหม่ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม
ในเส้นทางลงเนิน ระบบจะมีการชาร์จไฟกลับให้โดยอัตโนมัติ และมีการแสดงกราฟิกองศาของตัวรถบนหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มักพบในรถ SUV
โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย:
โหมด H (Hybrid): ระบบจะเน้นการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ยกเว้นในจังหวะที่ต้องการกำลังเสริม หรือเมื่อความเร็วเกินลิมิตของโหมด EV หรือเมื่อแบตเตอรี่มีระดับต่ำ
โหมด B (Battery Hold): รักษาประดับระดับแบตเตอรี่ไว้ เพื่อเก็บพลังงานไว้ใช้ในภายหลัง
โหมด Individual: ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าการทำงานต่างๆ ได้ตามต้องการ
โหมด Sport: เพิ่มการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้ดุดันยิ่งขึ้น
สมรรถนะรวมของระบบไฮบริด: ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า แรงบิด 550 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.1 วินาที และความเร็วสูงสุด 245 กม./ชม.
ประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเลิศ: ช่วงล่างของ C 350e AMG Dynamic ได้รับการปรับแต่งมาอย่างยอดเยี่ยม ให้ทั้งความรู้สึกสปอร์ต เกาะถนน และความนิ่งแม้ขับขี่ด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งและการเปลี่ยนเลนทำได้อย่างราบรื่น การเก็บแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนก็ทำได้ดี ทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายสูงสุด
การปรับตัวให้เข้ากับสภาพถนนไทย: ด้วยระบบ Self-Leveling ที่ช่วยรักษาระดับของตัวรถให้ขนานกับพื้นถนนมากที่สุด แม้ในสภาพถนนที่ไม่เรียบ หรือมีคลื่นลอน เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงไม่แนะนำให้เปลี่ยนขนาดล้อและยางจากสเปกเดิม เพราะจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบนี้
เมอร์เซเดส-เบนซ์ C 350e AMG Dynamic จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ที่ผสมผสานสมรรถนะของรถยนต์สมรรถนะสูงเข้ากับเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับในทุกการเดินทาง
ด้วยการปรับกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน นวัตกรรม และประสบการณ์ลูกค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ กำลังก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่มองหารถยนต์ที่สะท้อนรสนิยม ความใส่ใจในเทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อสังคม เมอร์เซเดส-เบนซ์ คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม
สัมผัสประสบการณ์แห่งอนาคตของการขับขี่ได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ใกล้บ้านคุณ หรือติดต่อเราเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมและทดลองขับยนตรกรรมสุดหรูที่จะเปลี่ยนนิยามการเดินทางของคุณไปตลอดกาล