
เมอร์เซเดส-เบนซ์: ปฏิวัติวงการยานยนต์หรู ขับเคลื่อนอนาคตด้วยนวัตกรรมและยั่งยืน
ในโลกยานยนต์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความหรูหรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดประเทศไทย ที่มีการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อตอบรับเทรนด์แห่งอนาคตและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากประสบการณ์กว่าทศวรรษในวงการยานยนต์ ผมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์ในประเทศ (CKD) และการผลักดันยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อความยั่งยืน
เมอร์เซเดส-เบนซ์ C-Class: สัญลักษณ์แห่งสปอร์ตและความหรูหราที่ประกอบในไทย
หนึ่งในโมเดลสำคัญที่สะท้อนกลยุทธ์ใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย คือ Mercedes-Benz C-Class ซึ่งในปัจจุบันได้ยกระดับการผลิตมาเป็นแบบประกอบในประเทศ (CKD) อย่างเต็มรูปแบบ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูง ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย และที่สำคัญ คือการตอบสนองต่อตลาดที่มีความต้องการเฉพาะตัว
C-Class Coupé: ดุดัน สปอร์ต ปราดเปรียว ขับขี่เหนือระดับ
ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2016 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัว Mercedes-Benz C-Class Coupé รุ่นประกอบในไทย ซึ่งถือเป็นการนำเสนอยนตกรรมสปอร์ตคูเป้ในกลุ่ม Dream Car ที่ผสานความสปอร์ต ปราดเปรียว ความหรูหรา และสมรรถนะอันยอดเยี่ยมได้อย่างลงตัว มาพร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ปรับปรุงรายละเอียดให้ดูดุดันยิ่งขึ้น และภายในที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองผู้ขับขี่ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ
สำหรับ C 250 Coupé Sport และ C 250 Coupé AMG Dynamic ต่างก็ได้รับการบรรจุเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ, ระบบช่วยเบรกแบบ Active Brake Assist, ระบบ PRE-SAFE® สำหรับการเตรียมพร้อมก่อนอุบัติเหตุ และระบบไฟหน้าแบบ Adaptive Highbeam Assist Plus ที่ปรับการทำงานตามสภาพถนนและรถคันอื่นได้อย่างแม่นยำ
รุ่น C 250 Coupé Sport มาพร้อมกล้องแสดงภาพขณะถอยหลัง ส่วนรุ่น C 250 Coupé AMG Dynamic ยกระดับไปอีกขั้นด้วยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ, Head-up Display ที่แสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า และระบบเครื่องเสียง Burmester® Surround Sound System พร้อม DSP amplifier และลำโพง 13 ตัว มอบประสบการณ์ความบันเทิงระดับพรีเมียม
ด้านสมรรถนะ C 250 Coupé ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กม./ชม.
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้เปิดตัว Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé เป็นครั้งแรก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะสุดขีดของเครื่องยนต์สปอร์ต แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสง่างามของ C-Class Coupé ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V6 ที่ทรงพลังที่สุดในกลุ่มเดียวกันของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC
C-Class Estate และ Cabriolet: ความอเนกประสงค์และอิสระแห่งการขับขี่
นอกจากรุ่น Coupé แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้นำเสนอ C 300 Cabriolet AMG Dynamic ที่มาพร้อมหลังคาซอฟท์ท็อป มอบประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดโล่ง อิสระเหนือใคร และ Mercedes-Benz E-Class Estate ซึ่งผสานความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความสง่างามไว้อย่างลงตัว พร้อมชุดแต่ง AMG Line, ไฟ Ambient Lighting 64 สี, ระบบเครื่องเสียง Burmester® Surround Sound System ที่ให้มิติเสียงรอบทิศทาง และพื้นที่เก็บสัมภาระอันกว้างขวางตั้งแต่ 670-1,820 ลิตร
สำหรับ E 220 d Estate AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ 2.0 ลิตร ให้กำลัง 194 แรงม้า พร้อมหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ
Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupé: พลังแห่งการผจญภัย สไตล์สปอร์ต
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สร้างความตื่นเต้น คือ Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupé ที่เต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะจากเครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบ 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 367 แรงม้า โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตจากชุดแต่ง AMG, ล้ออัลลอย AMG ขนาด 22 นิ้ว และเบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ตพิเศษ ภายในห้องโดยสารมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ คือ Comfort, Slippery, Sport และ Individual พร้อมระบบช่วงล่างแบบถุงลม AIRMATIC พร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับทุกสภาพการขับขี่
กลยุทธ์ Retail of the Future: สู่ยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย
ภายใต้การบริหารของ มร. มาร์ติน ชเวงค์ ประธานบริหารคนใหม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ประกาศปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านยุทธศาสตร์ “Retail of the Future” ที่ครอบคลุมทุกมิติ
การเปลี่ยนผ่านสู่ “เอเจนต์” และการผลิตในประเทศ (CKD)
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ คือการยกระดับเครือข่ายผู้จำหน่าย จากเดิมที่เป็น “ดีลเลอร์” สู่การเป็น “เอเจนต์” ซึ่งจะลดภาระการลงทุนในการสต็อกรถยนต์ และมุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าที่เป็นเลิศ พร้อมกันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังปรับเปลี่ยนแนวทางการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยรถยนต์รุ่นที่มีแผนการผลิตในประเทศ (CKD) จะไม่รีบนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) มาทำตลาดก่อน แต่จะรอให้กระบวนการผลิตและชิ้นส่วนภายในประเทศมีความพร้อมก่อน จึงจะเริ่มวางจำหน่ายโมเดลนั้นๆ ด้วยรุ่น CKD
Mercedes-Benz C-Class W206: ต้นแบบแห่งความสำเร็จ
กลยุทธ์นี้เห็นผลอย่างชัดเจนกับ Mercedes-Benz C-Class W206 ซึ่งเปิดตัวในตลาดโลกช่วงต้นปี 2021 แต่ในประเทศไทย ต้องรอการประกอบในประเทศ (CKD) ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 โดยประเดิมด้วยรุ่น C 220 d ในราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท ตามมาด้วยรุ่นปลั๊ก-อินไฮบริด C 350 e ในราคา 3.35 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ (Chip Shortage) ทั่วโลก
การรุกตลาดด้วยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยี Plugin Hybrid
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเดินหน้าผลักดันยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ที่มีแผนประกอบในประเทศ นอกจาก EQS ที่มีทำตลาดอยู่แล้ว ยังมีแผนผลิตรุ่นอื่นๆ เพิ่มเติม และถึงแม้จะไม่มีแผนการผลิตในประเทศสำหรับ EQB SUV แต่ก็ยังนำเข้าล็อตใหม่มาทำตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี
Mercedes-Benz GLC: SUV อเนกประสงค์ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid
สำหรับตลาด SUV ที่กำลังเติบโต All-new Mercedes-Benz GLC โฉมใหม่ โมเดลเชนจ์ ที่เปิดตัวในตลาดโลกตั้งแต่ปี 2022 จะเริ่มขึ้นไลน์ผลิตในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 (คาดว่าจะเปิดตัวราวเดือนสิงหาคม) โดยจะประเดิมด้วยขุมพลังปลั๊ก-อินไฮบริด GLC 350 e 4MATIC ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 31.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งในโหมด EV ได้ระยะทางสูงสุดถึง 120 กม. (มาตรฐาน WLTP) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะตามมาเสริมทัพในช่วงปลายปี
Mercedes-Benz E-Class W214: ความสง่างามที่รอการประกอบในประเทศ
สำหรับ Mercedes-Benz E-Class โฉมใหม่ W214 ที่เพิ่งเปิดตัวในระดับโลกไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จะไม่มีการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) มาทำตลาดในประเทศไทย แต่จะรอการประกอบในประเทศ (CKD) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2024
Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+: พลังไฟฟ้า 100% สู่การขับเคลื่อนสมรรถนะสูงสุด
ในปลายปี 2566 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมสร้างความตื่นเต้นด้วยการนำเข้า Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+ ซึ่งเป็นครั้งแรกของการทำตลาดในประเทศไทย สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ผสมผสานสมรรถนะของ Mercedes-AMG เข้ากับเทคโนโลยี EQ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวม 625 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 950 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.5 วินาที พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 90.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 465 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
Sustainability, Electrification, Technology, and Luxury Experience
เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านแผนการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านความยั่งยืน (Sustainability), การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electrification), การนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Technology and Innovation) รวมถึงการมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience)
การรับประกันแบตเตอรี่ Plug-in Hybrid: เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็น 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป ครอบคลุมทั้งรถยนต์ใหม่ และย้อนหลังให้กับลูกค้าที่ซื้อรถไปแล้ว ได้แก่ C 350 e (W206), E 300 e (W213), S 580 e (V223), GLC 300 e (X253), GLC 300 e Coupé (C253) และ GLE 350 de (V167)
เจาะลึก Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic: สัมผัสประสบการณ์ Plug-in Hybrid แห่งอนาคต
สำหรับ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic ที่มาพร้อมแนวคิดการออกแบบที่เน้นความพรีเมียม และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่กระจังหน้าแบบ Star Pattern รวมถึงเส้นสายที่ลื่นไหล ตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้าย เพื่อหลัก Aerodynamics ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Cd) เพียง 0.24
ดีไซน์ภายนอกและภายใน: สุนทรียภาพแห่งความหรูหรา
ภายนอกโดดเด่นด้วยล้ออัลลอย AMG 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว ท่อไอเสียคู่ 2 ฝั่ง และระบบไฟหน้า Digital Light ที่มีความละเอียดกว่า 1 ล้านพิกเซลต่อข้าง สามารถสร้างรูปแบบแสงเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนรถคันอื่นได้อย่างแม่นยำ มอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมยามค่ำคืน
ภายในห้องโดยสาร ถอดแบบมาจาก S-Class ด้วยหน้าจอ LCD ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว สำหรับผู้ขับขี่ แสดงข้อมูลชัดเจน สามารถเลือกแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Discreet, Sporty และ Classic ส่วนหน้าจอมอนิเตอร์กลางแนวตั้งขนาด 11.9 นิ้ว ออกแบบให้เอียงเข้าหาผู้ขับเล็กน้อย ควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 2 โซน และระบบความบันเทิง MBUX ที่รองรับการสั่งการด้วยเสียง
นวัตกรรมที่น่าสนใจคือ ระบบสแกนลายนิ้วมือ เพื่อเข้าใช้งาน MBUX, การตั้งค่าเฉพาะบุคคล และการจดจำพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคน (รองรับ 7 คน) รวมถึงไฟ Ambient Lighting 64 เฉดสี เพิ่มบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
ระบบช่วยเหลือและเทคโนโลยีความปลอดภัย: ความอุ่นใจที่เหนือกว่า
C 350 e AMG Dynamic ยังคงไว้ซึ่งระบบช่วยเหลือและเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบรักษาระยะห่างจากคันหน้า (Distance Pilot DISTRONIC), ระบบ Lane Tracking Package ที่ช่วยดึงรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิมหากตรวจพบความเสี่ยงการชน, ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Assist), ระบบช่วยจอด (Parking Assist), กล้องถอยหลัง และเซ็นเซอร์อัลตร้าโซนิค เพื่อความสะดวกในการเข้าจอด รวมถึงระบบป้องกันการชน (Active Brake Assist)
ประสบการณ์ Plug-in Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 4: ประสิทธิภาพและความยั่งยืน
ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 ใน C 350 e AMG Dynamic มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (โหมด EV) ได้ระยะทางสูงสุดถึง 100 กม. และทำความเร็วสูงสุดในโหมด EV ได้ถึง 140 กม./ชม. ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม
การทดสอบการขับขี่จริง: เกินกว่าที่คาดหวัง
จากการทดลองขับขี่จริงบนเส้นทางบูรพาวิถี สู่มอเตอร์เวย์ ด้วยโหมด EV (EL) ที่ไม่ได้เน้นการประหยัดสูงสุด แต่ขับขี่ตามปกติ มีการเร่งแซงตามสถานการณ์ พบว่ารถสามารถทำระยะทางในโหมด EV ได้ไกลถึง 108 กม. ก่อนที่เครื่องยนต์เบนซินจะเริ่มทำงาน ซึ่งมากกว่าที่ระบุในสเปค การทำงานของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร นุ่มนวล ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนถ่ายกำลังที่กระชาก นอกจากจะเห็นจากมาตรวัดรอบ
ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในโหมด EV อยู่ที่ 147 กม./ชม. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบไฟฟ้า
ตอบโจทย์ผู้รัก EV ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางไกล
สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ยังกังวลเรื่องการเดินทางไกลและการหาจุดชาร์จ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในชีวิตประจำวัน การขับขี่ด้วยโหมด EV เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอต่อการใช้งาน และยังสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการชาร์จแบบ AC ที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หรือการชาร์จแบบ DC ที่สามารถชาร์จเต็ม 100% ได้ภายใน 30 นาที
แนวคิดการจัดการพลังงาน: ประสิทธิภาพที่ชาญฉลาด
แนวคิดการทำงานของระบบ EV ใน C 350 e AMG Dynamic คือการไม่เน้นการชาร์จกลับแบบพร่ำเพรื่อ เมื่อผ่อนคันเร่ง ระบบจะปล่อยให้รถไหลไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย มากกว่าการรีชาร์จกลับอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงการขับขี่ที่เหมือนรถยนต์เครื่องยนต์ทั่วไป วิศวกรเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้คำนวณอย่างละเอียดว่า การปล่อยให้รถไหลไปข้างหน้าจะให้ระยะทางที่มากกว่าการพยายามชาร์จไฟกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีโหมด Hybrid (H) ที่ระบบจะบริหารจัดการการใช้พลังงานไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างลงตัว โดยให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก เว้นแต่ในจังหวะที่ต้องการกำลังเสริม หรือเมื่อแบตเตอรี่มีระดับต่ำ
โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย: ตอบสนองทุกสไตล์
C 350 e AMG Dynamic ยังมีโหมดการขับขี่อื่นๆ ได้แก่:
โหมด B (Battery Hold): เพื่อรักษาระดับพลังงานแบตเตอรี่ไว้ใช้ในเวลาที่ต้องการ
โหมด Individual: เพื่อตั้งค่าการทำงานต่างๆ ได้ตามต้องการ
โหมด Sport: เพิ่มการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เฉียบคมยิ่งขึ้น
สมรรถนะที่น่าประทับใจ: กำลังรวม 313 แรงม้า
ระบบไฮบริดของ C 350 e AMG Dynamic ให้กำลังรวมสูงสุด 313 แรงม้า แรงบิดรวม 550 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลา 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 245 กม./ชม.
ช่วงล่างที่นุ่มนวล เกาะถนน: ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
อารมณ์การขับขี่โดยรวมของ C 350 e AMG Dynamic นั้นยอดเยี่ยม ช่วงล่างได้รับการปรับแต่งมาอย่างดี ให้ทั้งความรู้สึกสปอร์ต เกาะถนน และมีความนิ่ง แม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง การเข้าโค้งทำได้อย่างเนียน และการเปลี่ยนเลนทำได้อย่างมั่นคง การซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนทำได้ดี ทำให้ผู้โดยสารได้รับความสบายสูงสุด
การปรับตัวให้เข้ากับสภาพถนนไทย: ความสะดวกสบายที่เหนือใคร
จุดเด่นอีกประการของ C 350 e AMG Dynamic คือการออกแบบที่เหมาะสมกับสภาพถนนประเทศไทย ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ บางช่วงอาจมีผิวถนนไม่เรียบ เป็นคลื่น หรือมีหลุมร่อง แต่ด้วยระบบ Self-Levelling ที่ช่วยรักษาระดับของตัวรถให้ขนานกับพื้นถนนมากที่สุด ทำให้การขับขี่มีความนุ่มนวล ลดอาการโคลงเคลง ส่งผลให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ง่าย และผู้โดยสารนั่งสบาย
ดังนั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงไม่แนะนำให้เปลี่ยนขนาดของยาง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบช่วงล่าง และระบบต่างๆ ของรถ
สรุป:
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรม ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และมุ่งมั่นสู่ความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยกลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุคสมัย และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ตั้งแต่ C-Class ที่ประกอบในประเทศ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง และเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่มอบความคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หากท่านกำลังมองหารถยนต์หรูที่ผสมผสานสมรรถนะ เทคโนโลยี และความยั่งยืน เข้าไว้ด้วยกัน เชิญสัมผัสประสบการณ์ที่เหนือกว่าได้ที่โชว์รูมเมอร์เซเดส-เบนซ์ ใกล้บ้านท่าน หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นรถยนต์ที่ท่านสนใจ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ