
รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด: อนาคตแห่งยานยนต์ที่มาถึงเมืองไทยอย่างรวดเร็ว
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีรถยนต์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ รถยนต์ไฮบริด ที่เคยเป็นนวัตกรรมล้ำสมัย แต่ปัจจุบันกลับกำลังถูกก้าวข้ามด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า นั่นคือ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle – PHEV)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราต้องยกความดีความชอบให้กับผู้ผลิตรถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัย ที่เป็นผู้บุกเบิกการนำเสนอ รถยนต์ไฮบริด สู่ตลาดประเทศไทย พวกเขาไม่เพียงแต่ทุ่มเทในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้เท่านั้น แต่ยังเดินหน้าอย่างไม่ลดละในการพัฒนากระบวนการผลิตภายในประเทศ เพื่อให้ รถยนต์ไฮบริดราคา สามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยได้มากขึ้น
ทว่า ปัจจุบันภูมิทัศน์ของตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรปได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งในการพัฒนายานยนต์ ปลั๊กอินไฮบริด และที่สำคัญ พวกเขาได้นำเสนอรถยนต์ ปลั๊กอินไฮบริด ที่ล้ำสมัยมาสู่ตลาดไทยอย่างไม่รอช้า
การมาถึงของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดยุโรปในประเทศไทย
ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปมีความได้เปรียบในแง่ของการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ เนื่องจากพวกเขามีจำนวนรุ่นรถยนต์ที่ทำตลาดน้อยกว่า และมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ต่างจากแนวทางการทำตลาดแบบ Mass ของแบรนด์ญี่ปุ่น
เริ่มต้นที่ Porsche Cayenne Plug-in Hybrid และ Panamera Plug-in Hybrid ที่เปิดตัวด้วยราคา 7.99 ล้านบาท และ 10.25 ล้านบาท ตามลำดับ ต่อมาในช่วงปลายปีที่แล้ว BMW ก็ได้เสริมทัพด้วย BMW X5 xDrive40e ที่ราคา 5.39 ล้านบาท (ทั้งหมดเป็นรถนำเข้าทั้งคัน) แต่ที่สร้างความฮือฮาในตลาดมากที่สุด คือการที่ Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้เริ่มสายการผลิต Mercedes-Benz C-Class Plug-in Hybrid และ S-Class Plug-in Hybrid ในประเทศ และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
Mercedes-Benz C350 e และ S500 e คือตัวอย่างที่โดดเด่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมของ Mercedes-Benz ประเทศไทย ในการรับมือกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง C350 e และ S500 e ที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร ทำให้เสียภาษีสรรพสามิตเพียง 10% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดสำหรับรถยนต์ประเภทนี้ และเท่ากับอัตราภาษีเดิม ต่างจากรุ่น BlueTEC HYBRID เดิม (เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า) ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งหากยังคงทำตลาดอยู่ จะต้องเสียภาษีในอัตราใหม่ที่ 20%
C350 e เปิดตัวในชื่อรุ่น C350 e Plug-in Hybrid ราคาเริ่มต้นที่ 2.99 ล้านบาท (เมื่อเทียบกับ C300 BlueTEC HYBRID ที่เริ่มต้น 2.84 ล้านบาท) ส่วน S500 e Plug-in Hybrid มาพร้อมราคาเริ่มต้น 6.39 ล้านบาท (เทียบกับ S300 BlueTEC HYBRID ที่เริ่มต้น 5.99 ล้านบาท) เมื่อพิจารณาถึงเทคโนโลยีที่ได้รับและราคาค่าตัว ถือเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ รถยนต์ไฮบริดไฟฟ้า
ความแตกต่างระหว่างรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด
สำหรับเทคโนโลยี รถยนต์ไฮบริด แบบดั้งเดิมนั้น ระบบการทำงานหลักๆ คือการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายหลักคือการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยลดภาระของเครื่องยนต์ เพื่อให้รถประหยัดน้ำมันและปล่อยมลพิษต่ำลง แต่รูปแบบการทำงานและโครงสร้างของระบบจะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ผลิต
ในทางกลับกัน รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากแหล่งพลังงานภายนอก (เช่น ไฟบ้านปกติ) เพื่อสะสมพลังงานไว้ในแบตเตอรี่ ทำให้รถสามารถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ในระยะทางหนึ่ง เมื่อพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือน้อยลง ระบบจะกลับสู่โหมดการทำงานแบบไฮบริดผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอีกครั้ง ซึ่งในโหมดนี้ เครื่องยนต์จะไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนรถเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ปั่นไฟเพื่อเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่ด้วย
เจาะลึกเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดของ Mercedes-Benz
ในส่วนของ Mercedes-Benz Plug-in Hybrid รุ่น C350 e มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาดความจุ 6.38 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ติดตั้งอยู่ที่บริเวณห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ซึ่งอาจกินพื้นที่เล็กน้อย และเนื่องจากใช้ยางแบบ Run-Flat จึงไม่มีการติดตั้งยางอะไหล่ การชาร์จไฟจนเต็มใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง และสามารถวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (E Mode) ได้ระยะทางสูงสุด 31 กิโลเมตร
สำหรับรุ่น S500 e ก็วางแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนไว้ในตำแหน่งเดียวกัน แต่มีความจุมากกว่าคือ 8.7 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 114 กิโลกรัม การชาร์จไฟจนเต็มใช้เวลา 4 ชั่วโมง และสามารถวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (E Mode) ได้ระยะทางสูงสุด 33 กิโลเมตร
สมรรถนะที่น่าประทับใจของ C350 e
C350 e ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมทั้งระบบสูงถึง 279 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตัน-เมตร (เฉพาะเครื่องยนต์ให้กำลัง 211 แรงม้า) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 5.9 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
ในโหมดไฮบริด C350 e มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ให้ความรู้สึกสปอร์ตเร้าใจ การเร่งตอบสนองฉับไว ควบคู่ไปกับการควบคุมที่เฉียบคม และระบบช่วงล่างถุงลม AIRMATIC ที่สามารถปรับระดับได้ ให้ความหนึบแน่นและความคล่องตัวสูง ผู้เขียนรู้สึกประทับใจในสมรรถนะของ C350 e มากกว่า C300 BlueTEC HYBRID รุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ขับขี่ต้องการเน้นการประหยัดน้ำมัน C350 e ก็ตอบสนองได้อย่างยอดเยี่ยม ในโหมดไฮบริด เมื่อแตะคันเร่งจากจุดหยุดนิ่งอย่างนุ่มนวล รถสามารถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้จนถึงความเร็ว 80 กม./ชม. ซึ่งแตกต่างจาก รถยนต์ไฮบริด แบรนด์ญี่ปุ่นหลายรุ่น ที่เครื่องยนต์จะเริ่มทำงานเข้ามาช่วยเมื่อความเร็วแตะ 30-40 กม./ชม.
เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงในโหมดไฮบริด การทำงานผสานกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่น หากไม่สังเกตมาตรวัดรอบ ก็แทบจะไม่รู้สึกถึงการทำงานของเครื่องยนต์ที่เริ่มทำงาน และที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ในเกียร์สูงสุด (เกียร์ 7) รอบเครื่องยนต์ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก ต่ำกว่า 2,000 รอบต่อนาที
ความสง่างามและสมรรถนะของ S500 e
สำหรับ S500 e มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมทั้งระบบ 442 แรงม้า และแรงบิด 650 นิวตัน-เมตร (เฉพาะเครื่องยนต์ให้กำลัง 333 แรงม้า) แม้ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. จะดีกว่า C350 e ที่ 5.2 วินาที แต่ด้วยลักษณะของตัวรถ S500 e จะให้ความรู้สึกนุ่มนวล ไม่ได้รู้สึกถึงการพุ่งทะยานที่รุนแรงเท่า
S500 e ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความนิ่ง สง่างาม และหรูหราตามแบบฉบับ S-Class ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ระบบช่วงล่างถุงลม ให้ความรู้สึกมั่นคง ควบคู่ไปกับห้องโดยสารที่เงียบกริบราวกับหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. เช่นเดียวกับ C350 e
โหมดการขับขี่ที่หลากหลายของ C350 e และ S500 e
ทั้ง C350 e และ S500 e สามารถเลือกโหมดการทำงานได้ 4 รูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ขับขี่:
HYBRID: ระบบจะเน้นการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยใช้เครื่องยนต์เท่าที่จำเป็น หากระดับแบตเตอรี่ต่ำกว่า 20% ระบบจะใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเท่านั้น และหากผู้ขับขี่เลือกโหมด Sport (S) เครื่องยนต์จะทำงานเพียงอย่างเดียว โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ทำงาน
E-MODE: โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% สำหรับ C350 e สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 31 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. สำหรับ S500 e สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 33 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 140 กม./ชม. โหมดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ในเมือง โดยผู้ขับขี่ต้องไม่กดแป้นคันเร่งจนเกินแรงต้าน หากกดเกิน เครื่องยนต์จะทำงานทันที
E-SAVE: โหมดนี้จะรักษาระดับพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ให้คงที่ ณ จุดเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าในภายหลังได้ โดยระบบจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลักในการขับเคลื่อน และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีพลังงานไฟฟ้าเพียงพอสำหรับการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น โดยเลือกใช้ E-MODE เมื่อเข้าสู่เมือง
CHARGE: โหมดนี้จะใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเป็นหลัก โดยแบตเตอรี่จะถูกรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลาง และจะไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดการชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการหมุนของเครื่องยนต์ และจากการแปลงพลังงานจลน์จากการชะลอความเร็วหรือการเบรก เมื่อแบตเตอรี่ชาร์จเต็ม ระบบจะปรับเข้าสู่โหมด E-SAVE โดยอัตโนมัติ
นวัตกรรมแห่งความหรูหรา: Mercedes-Maybach Pullman S600 และ Mercedes-Benz GLA-Class
นอกจากเทคโนโลยี ปลั๊กอินไฮบริด ที่ล้ำสมัยแล้ว Mercedes-Benz ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูอย่างต่อเนื่อง ในปี 2015 ได้มีการเปิดตัว Mercedes-Maybach Pullman S600 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของลีมูซีนตระกูล Pullman รถรุ่นนี้มาพร้อมความยาวตัวถังที่มากกว่า 5 เมตร ฐานล้อกว้าง 4,418 มิลลิเมตร มอบความนุ่มนวลในการขับขี่และพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ ภายในตกแต่งอย่างหรูหราด้วยหนัง ลายไม้ พร้อมระบบเครื่องเสียง Burmester และหน้าจอแสดงผลขนาด 18.5 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V12 ทวินเทอร์โบ ขนาด 6,000 ซีซี ให้กำลัง 530 แรงม้า และแรงบิด 830 นิวตัน-เมตร เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลที่สุด นอกจากนี้ยังมีรุ่นติดเกราะป้องกันระดับ VR9 สำหรับบุคคลสำคัญ
อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจคือ Mercedes-Benz GLA-Class คอมแพกต์เอสยูวีรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานเดียวกับ A-Class, B-Class และ CLA-Class รถรุ่นนี้มีดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว โดยมีรุ่นย่อยที่หลากหลาย เช่น GLA 200 เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร เทอร์โบ 156 แรงม้า, GLA 250 เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ 211 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC, GLA 200 CDI เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร 136 แรงม้า และ GLA 220 CDI ดีเซล 170 แรงม้า
Mercedes-Benz E-Class Coupe และการก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า
ในปี 2017 Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้เสริมทัพกลุ่ม Dream Car ด้วย E-Class Coupe สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง เครื่องยนต์ทรงพลังสไตล์สปอร์ต โดยรุ่น E 300 Coupe AMG Dynamic ใช้เครื่องยนต์รหัส M274 ปริมาตรกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังสูงสุด 245 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.4 วินาที
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทไปจนถึงปี 2025 ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบและ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ทุกรุ่น ในประเทศไทย Mercedes-Benz ได้นำเสนอ รถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด หลากหลายรุ่นในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan และ SUV กว่า 9 รุ่น เช่น C 350 e, S 500 e, GLE 500 e เป็นต้น พร้อมทั้งเตรียมติดตั้ง Wallbox หรืออุปกรณ์ชาร์จไฟภายในครัวเรือน ณ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการกว่า 32 แห่งทั่วประเทศ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และโรงแรมระดับ 5 ดาว เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดให้กับลูกค้า
อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเลือก
การเปลี่ยนแปลงจาก รถยนต์ไฮบริด สู่ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ กำลังเป็นทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ผู้บริโภคชาวไทยมีทางเลือกที่หลากหลายและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นใน รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
หากคุณกำลังมองหา รถยนต์ไฮบริดที่ดีที่สุด หรือกำลังพิจารณาการเปลี่ยนไปสู่ รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอิน การศึกษาข้อมูลและทดลองขับรุ่นต่างๆ จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกยานยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างลงตัว ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการขับเคลื่อนด้วย รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่มาพร้อมสมรรถนะ ความประหยัด และเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
มองหารถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในกรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นๆ?
หากคุณสนใจที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz รุ่นล่าสุด โปรดติดต่อผู้จำหน่าย Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการใกล้บ้านคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อค้นหารถยนต์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษและบริการหลังการขายที่เหนือระดับ เพื่อให้การเดินทางของคุณเต็มไปด้วยความสะดวกสบายและความมั่นใจในทุกเส้นทาง