
Audi A8 และ Audi S8: การยกระดับตำนานแห่งความหรูหราและสมรรถนะอันเหนือชั้น
ในโลกยานยนต์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ซีดานระดับพรีเมียม การปรับปรุงและพัฒนายานยนต์อย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้แบรนด์ยังคงยืนหยัดและครองใจผู้บริโภคได้ เมื่อคู่แข่งร่วมชาติอย่าง Mercedes-Benz ได้เปิดตัว S-Class รุ่นปี 2014 ไปก่อนหน้านี้ Audi ก็ไม่รอช้าที่จะนำเสนอการยกระดับครั้งสำคัญให้กับ A8 และ S8 อันเป็นเรือธงของแบรนด์ เพื่อท้าทายตลาดในเซกเมนต์เดียวกันนี้อีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการผนวกรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย การออกแบบที่ประณีต และสมรรถนะที่เร้าใจ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าทุกการคาดหวัง
การออกแบบ: ความสง่างามที่ก้าวข้ามกาลเวลา พร้อมสัมผัสแห่งอนาคต
Audi A8 รุ่นปรับโฉมยังคงรักษาเอกลักษณ์อันโดดเด่นของความหรูหราและความเรียบง่ายที่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งที่เพิ่มเข้ามาอย่างเห็นได้ชัดและยกระดับความล้ำสมัยขึ้นไปอีกขั้น คือชุดไฟหน้าแบบใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Matrix LED อันเป็นนวัตกรรมที่ Audi ภาคภูมิใจ รูปทรงของไฟหน้ามีความเพรียวยาว สง่างาม และภายในโคมแต่ละข้างประกอบไปด้วยหลอด LED ขนาดเล็กถึง 25 หลอด ที่สามารถควบคุมความสว่างได้อย่างแม่นยำและละเอียดอ่อนตามสภาพการขับขี่และสภาพแวดล้อม ระบบนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนให้ดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังสร้างสรรค์ลวดลายแสงที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ และไม่ก่อให้เกิดการรบกวนสายตาของผู้ร่วมใช้เส้นทาง
ไม่เพียงเท่านั้น ไฟเลี้ยว LED แบบใหม่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังยังได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่น ชัดเจน และสวยงามกว่าเดิม ไฟท้ายก็ได้รับการปรับปรุงใหม่เช่นกัน โดยใช้หลอด LED ในการสร้างสรรค์เส้นสายแสงที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบ นอกจากนี้ Audi ยังมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ด้วยสีตัวถังที่มีให้เลือกถึง 12 สี และยังสามารถเลือกขนาดล้ออัลลอยที่ใหญ่ถึง 21 นิ้ว เพื่อเสริมภาพลักษณ์ที่ทรงพลังและสง่างามมากยิ่งขึ้น
ขุมพลัง: พลังอันเร้าใจ ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หัวใจสำคัญของ Audi A8 และ S8 คือขุมพลังที่หลากหลายและทรงประสิทธิภาพ Audi เข้าใจดีว่าผู้บริโภคแต่ละรายมีความต้องการที่แตกต่างกัน จึงได้นำเสนอเครื่องยนต์ให้เลือกอย่างครอบคลุม ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซิน TFSI ขนาด 3,000 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 310 แรงม้า สำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างพละกำลังและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเครื่องยนต์ V8 TFSI Twin-turbo ขนาด 4,000 ซีซี ที่มอบกำลังถึง 435 แรงม้า สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่จัดจ้านขึ้นไปอีกระดับ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเครื่องยนต์ดีเซล Audi ก็มีทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน ด้วยเครื่องยนต์ TDI ขนาด 3,000 ซีซี ที่ให้กำลัง 258 แรงม้า และเครื่องยนต์ TDI ขนาด 4,200 ซีซี ที่มีพละกำลังสูงถึง 385 แรงม้า ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการแรงบิดสูงและอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม
สำหรับรุ่น Audi A8 L ซึ่งเป็นรุ่นฐานล้อยาวที่เน้นความหรูหราและความสบายสูงสุด จะมาพร้อมเครื่องยนต์ W12 quattro ขนาด 6,300 ซีซี ที่ให้กำลังอันมหาศาลถึง 500 แรงม้า การผสมผสานเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และระบบขับเคลื่อน quattro อันเลื่องชื่อของ Audi ทำให้ A8 L มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล ทรงพลัง และปลอดภัยในทุกสภาวะ
และสำหรับรุ่น Audi S8 ซึ่งเป็นที่สุดแห่งสมรรถนะและความสปอร์ตในตระกูล A8 จะได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ TFSI ขนาด 4,000 ซีซี ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีพละกำลังสูงถึง 520 แรงม้า เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีเครื่องยนต์อันยอดเยี่ยมของ Audi เข้ากับ DNA แห่งความสปอร์ตที่เหนือชั้น
นอกจากขุมพลังแบบดั้งเดิมแล้ว Audi ยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำเสนอ รุ่นไฮบริด ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน TFSI ขนาด 2,000 ซีซี เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 245 แรงม้า โดยใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ทันสมัย ระบบนี้สามารถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้เป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนล้อหลัง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่ลดทอนสมรรถนะในการขับขี่
สมรรถนะ: อัตราเร่งที่เร้าใจ ประหยัดน้ำมันอย่างชาญฉลาด
ในด้านสมรรถนะ Audi S8 คือที่สุดแห่งความเร้าใจอย่างแท้จริง ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ทำได้ภายในเวลาเพียง 4.2 วินาที สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าใคร สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ TFSI ขนาด 4,000 ซีซี ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ทำได้ใน 4.5 วินาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถซีดานขนาดใหญ่
แต่ Audi ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่สมรรถนะที่จัดจ้านเท่านั้น Audi ยังให้ความสำคัญกับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 3,000 ซีซี ที่สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้สูงถึง 16.9 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับรถยนต์ในพิกัดนี้ นอกจากนี้ รุ่นไฮบริดก็ทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ไม่แพ้กัน ด้วยตัวเลข 16 กิโลเมตรต่อลิตร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Audi ในการพัฒนายานยนต์ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภายใน: ห้องโดยสารแห่งความสบาย และเทคโนโลยีแห่งอนาคต
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ Audi A8 และ S8 คุณจะพบกับบรรยากาศแห่งความหรูหรา ความประณีต และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่พร้อมจะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสาร เบาะนั่งด้านหน้าได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมระบบนวดที่จะช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางไกล ระบบปรับเบาะแบบไฟฟ้าช่วยให้การปรับตำแหน่งที่นั่งเป็นไปได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ
ระบบปรับอากาศแบบ 4 โซน ช่วยให้ผู้โดยสารแต่ละท่านสามารถปรับอุณหภูมิที่ต้องการได้อย่างอิสระ ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก Bang & Olufsen มอบประสบการณ์เสียงที่ใส กังวาน และเต็มอิ่ม ให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน สำหรับรุ่น A8 L ยังมีระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารเบาะหลัง พร้อมจอแสดงภาพถึง 2 จอ และเบาะหลังที่สามารถปรับเอนเพื่อการพักผ่อนอย่างเต็มที่ พร้อมที่รองรับเท้าที่ออกแบบมาเพื่อความสบายสูงสุด
Audi ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยได้ติดตั้งระบบความปลอดภัยที่ทันสมัยและครอบคลุม อาทิ ระบบช่วยควบคุมช่องทางจราจร (Lane Keep Assist) ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกบังลมหน้า (HUD – Head-Up Display) ที่แสดงข้อมูลสำคัญโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน และระบบช่วยขับขี่ยามค่ำคืน (Night Vision Assistant) ที่ช่วยให้การขับขี่ในสภาพแสงน้อยมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
การเปิดตัวและราคา: การตอกย้ำตำแหน่งผู้นำในตลาด
Audi A8 และ Audi S8 รุ่นปรับโฉมปี 2014 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศเยอรมนีเป็นแห่งแรกในเดือนพฤศจิกายน ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 74,500 ยูโร (ประมาณ 3.17 ล้านบาท) ซึ่งเป็นการตอกย้ำตำแหน่งของ Audi ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์หรูชั้นนำ ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยี และดีไซน์อันเป็นเลิศ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดระดับบน
การปรับโฉม Mercedes-Benz E-Class W214: นิยามใหม่แห่งความหรูหราที่ผสานเทคโนโลยี
ในยุคปัจจุบัน ยานยนต์หรูไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่คือสัญลักษณ์ของความสำเร็จ รสนิยม และการใช้ชีวิต Mercedes-Benz E-Class ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน ได้เปิดตัวโฉมใหม่รหัสตัวถัง W214 ที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของแบรนด์ที่เน้นความเรียบหรู เทคโนโลยีล้ำสมัย และการออกแบบที่ผสานความสปอร์ตเข้ากับความสง่างามได้อย่างลงตัว
การออกแบบภายนอก: เส้นสายที่เรียบง่าย ทว่าเต็มไปด้วยพลัง
การออกแบบภายนอกของ Mercedes-Benz E-Class W214 เน้นความเรียบง่ายมากขึ้น เส้นสายต่างๆ รอบคันถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้รถดูโฉบเฉี่ยวและทรงพลังยิ่งขึ้น ความโค้งมนของตัวถังช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่หรูหรา ในขณะที่การลดรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ เช่น โคมไฟหน้า ไฟท้าย หรือกระจังหน้า ทำให้รถดูเป็นผืนเดียวกัน และเพิ่มความรู้สึกของความพรีเมียม
ดีไซน์โดยรวมมีความคล้ายคลึงกับ Mercedes-Benz C-Class โฉมใหม่ และ Mercedes-Benz EQE ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเรือธง ทำให้เห็นถึงการวางตำแหน่งของแบรนด์ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันในทุกรุ่น นวัตกรรมที่น่าสนใจคือมือจับประตูแบบซ่อนรูปที่เหมือนกับใน EQE ซึ่งจะยื่นออกมาเมื่อผู้ขับขี่เข้าใกล้พร้อมกุญแจรถ หรือเมื่อสัมผัสเบาๆ เพิ่มความล้ำสมัยและความสะดวกสบาย
E-Class ใหม่ มีขนาดตัวถังยาวขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า W213 ในทุกมิติ ทั้งความยาว ความกว้าง และความสูง โดยเฉพาะระยะฐานล้อที่เพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
พื้นที่เก็บสัมภาระ: ประโยชน์ใช้สอยที่เหนือกว่า
สำหรับรุ่นปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายได้รับการปรับปรุงให้มีความจุ 370 ลิตร ซึ่งเท่ากับรุ่นก่อนหน้า แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือการออกแบบที่ดูพรีเมียมมากขึ้น ด้วยพื้นห้องเก็บสัมภาระที่เรียบเสมอกัน ต่างจากรุ่นเดิมที่เป็นแบบขั้นบันได การจัดวางแบตเตอรี่ใหม่ช่วยให้สามารถจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สูญเสียพื้นที่ใช้สอยไป
เทคโนโลยีแสงสว่าง: ความปลอดภัยและความสง่างาม
E-Class ใหม่ มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ Digital Light ที่เป็นนวัตกรรมล้ำสมัย สามารถฉายลำแสงได้อย่างแม่นยำไปยังพื้นที่ที่จำเป็น เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืน โดยไม่ก่อให้เกิดการรบกวนผู้ร่วมใช้เส้นทาง ไฟท้าย LED ได้รับการออกแบบให้เป็นรูปดาวสามแฉก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz สร้างความโดดเด่นและสะดุดตา
ภายในห้องโดยสาร: ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ประสบการณ์ที่เชื่อมต่อถึงกัน
ภายในห้องโดยสารของ E-Class ใหม่ เต็มไปด้วยความล้ำสมัยด้วยระบบ MBUX Superscreen ที่น่าจะดึงดูดผู้บริโภคที่ชื่นชอบเทคโนโลยีได้อย่างมาก ระบบนี้ประกอบด้วยหน้าจอสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว ความละเอียดสูง หน้าจอกลางขนาดใหญ่ 14.4 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 12.3 นิ้ว ผู้โดยสารสามารถควบคุมหรือเลือกฟังก์ชันต่างๆ แทนผู้ขับขี่ได้ ระบบ MBUX ยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละคน เพื่อปรับการตั้งค่าให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ระบบเครื่องเสียง: มิติเสียงที่สมจริง
ระบบเครื่องเสียง Burmester 4D พร้อมระบบ Dolby Atmos มอบมิติเสียงที่ลุ่มลึกและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ด้วยลำโพงจำนวน 17 ตัว และเทคโนโลยี 4D ที่ติดตั้งลำโพงเพิ่มเติมในเบาะคู่หน้า เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนไปพร้อมกับเสียงเบส ซึ่ง Mercedes-Benz อธิบายว่าเป็นการสั่นที่เบาะแทนการสั่นทั้งคัน เพื่อลดผลกระทบต่อโครงสร้างของรถ นอกจากนี้ ระบบ Noise Compensation (VNC) ยังช่วยลดเสียงรบกวนภายนอก เพื่อคุณภาพเสียงที่ดียิ่งขึ้น
ระบบความปลอดภัย: การปกป้องที่เหนือกว่า
Mercedes-Benz E-Class ใหม่ มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่ครบครันและทันสมัย อาทิ ถุงลมคู่หน้า ด้านข้างเบาะคู่หน้า ถุงลมระหว่างเบาะคู่หน้า ม่านถุงลม 4 ตำแหน่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงถุงลมป้องกันหัวเข่าผู้ขับขี่ ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP ระบบเบรก Adaptive Brake ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า ระบบเตือนจุดอับสายตา ระบบตัดการทำงานของถุงลมผู้โดยสารด้านหน้าอัตโนมัติ ระบบแสดงสถานะลมยาง ระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ร่วมใช้ถนน ระบบรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ กล้องรอบทิศทาง และระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ
ตัวเลือกขุมพลัง: ตอบสนองทุกความต้องการ
E-Class ที่ทำตลาดในประเทศไทยมีให้เลือกทั้งขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล และปลั๊กอินไฮบริด โดยรุ่นที่น่าสนใจคือ Mercedes-Benz E350 e AMG Dynamic ที่มาพร้อมสมรรถนะที่เร้าใจ ช่วงล่างที่นุ่มนวลแต่ยังคงความหนึบแน่น ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม
Mercedes-Benz S-Class (W221) Minor Change: การยกระดับสู่ความสมบูรณ์แบบ
ในช่วงเวลาหนึ่ง Mercedes-Benz S-Class ถือเป็นรถซีดานระดับหรูที่ถูกจับตามองมากที่สุด การปรับโฉมของ S-Class ในรหัสตัวถัง W221 ซึ่งทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2005 ถือเป็นการตอบสนองต่อการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่แข่งสำคัญอย่าง BMW ได้เปิดตัว Series 7 รุ่นใหม่ การปรับปรุงครั้งนี้เป็นการยกระดับ S-Class ให้มีความสดใหม่ ทันสมัย และสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงภายนอก: ความสง่างามที่ได้รับการตีความใหม่
เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า S-Class รุ่นปรับโฉมนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน กระจังหน้าได้รับการออกแบบใหม่ เปลี่ยนจากลาย 4 ซี่มาเป็นลาย 3 ซี่แบบคู่ พร้อมไฟหน้าลายใหม่ที่แถบ LED วางตัวอยู่ด้านล่างของกรอบไฟทำหน้าที่เป็น Daytime Running Lights สปอตไลต์ก็เปลี่ยนมาใช้หลอด LED วางตัวเป็นแถบยาว กันชนหน้าและหลังได้รับการออกแบบใหม่เพิ่มความสปอร์ตมากขึ้น ส่วนไฟท้ายได้รับการปรับปรุงใหม่ จากเดิมที่มีแถบพลาสติกทึบคั่นกลาง ถูกแทนที่ด้วยแถวของไฟส่องสว่างแบบ LED ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นและสะดุดตา
ทางเลือกขุมพลัง: นวัตกรรมไฮบริด และสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด
ประเด็นหลักของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่การเพิ่มทางเลือกของขุมพลังใหม่ เพื่อรองรับตลาดที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา S400 Hybrid คือเวอร์ชันไฮบริดรุ่นแรกของโลกที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฮบริดทั่วไปที่มักใช้แบตเตอรี่แบบนิกเกิลเมทัลไฮไดรด์
S400 Hybrid ใช้พื้นฐานระบบขับเคลื่อนมาจากรุ่น S350 โดยเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3,500 ซีซี ให้กำลัง 279 แรงม้า จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 20 แรงม้า การทำงานของระบบไฮบริดเป็นไปอย่างราบรื่น มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยเสริมกำลังเมื่อต้องการอัตราเร่ง หรือเมื่อออกตัว และจะทำหน้าที่เป็นตัวชาร์จกระแสไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่เมื่อมีการเบรกหรือลดความเร็ว เมื่อรถจอดนิ่ง เครื่องยนต์จะดับลงเพื่อประหยัดพลังงาน แม้จะเป็นระบบไฮบริด แต่ S400 Hybrid ก็มีพื้นที่ใช้สอยเทียบเท่ากับรุ่นเครื่องยนต์ปกติ และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 12.65 กิโลเมตรต่อลิตร
นอกจากรุ่นไฮบริดแล้ว S-Class ยังคงมีทางเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลาย ได้แก่ S350 (V6 3,500 ซีซี), S450 (V8 4,700 ซีซี 345 แรงม้า), S500 (V8 5,500 ซีซี 382 แรงม้า) และ S600 (V12 5,500 ซีซี Bi-Turbo 517 แรงม้า) ซึ่งมีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.6 วินาที
สำหรับรุ่นสปอร์ตประสิทธิภาพสูง S63 AMG มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 6,200 ซีซี 525 แรงม้า และ S65 AMG ที่ใช้เครื่องยนต์ V12 6,000 ซีซี 612 แรงม้า
ในส่วนของเครื่องยนต์ดีเซล CDI มีให้เลือก 2 รุ่น คือ S350 CDI BlueEfficiency (V6 3,000 ซีซี 235 แรงม้า) ซึ่งประหยัดน้ำมันถึง 13.33 กิโลเมตรต่อลิตร และ S450 CDI (V8 4,000 ซีซี 320 แรงม้า) ระบบขับเคลื่อนมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหลัง และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC
เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย: ผู้ช่วยที่ชาญฉลาด
เทคโนโลยีใหม่ที่ติดตั้งเพิ่มเติมใน S-Class รุ่นปรับโฉม ได้แก่ ระบบ ATTENTION ASSIST ที่มีเซ็นเซอร์และอาศัยข้อมูลจากมุมของพวงมาลัยเพื่อตรวจจับสภาพของผู้ขับขี่ หากพบอาการง่วงนอนหรือหลับใน ระบบจะแจ้งเตือนเพื่อความปลอดภัย สัญญาณเรดาร์ด้านหน้ารถสำหรับระบบ DISTRONIC PLUS หรือ Brake Assist PLUS ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของระยะทำการให้ไกลขึ้นกว่าเดิม
การเปิดตัวและราคา: สู่ตลาดยุโรป
การทำตลาดของ S-Class รุ่นปรับโฉมได้เริ่มขึ้นแล้วในยุโรป โดยมีราคาจำหน่ายระหว่าง 73,000 – 155,354 ยูโร (ประมาณ 3.3 – 6.99 ล้านบาท) ส่วนรุ่น S400 Hybrid มีราคาอยู่ที่ 85,323 ยูโร (ประมาณ 3.83 ล้านบาท)
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราเหนือกาลเวลา สมรรถนะอันเร้าใจ หรือเทคโนโลยีแห่งอนาคต ยานยนต์จาก Mercedes-Benz และ Audi คือคำตอบที่พร้อมจะตอบสนองทุกความต้องการของคุณ หากคุณกำลังมองหารถซีดานระดับพรีเมียมที่ผสมผสานทุกองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้น อย่ารอช้าที่จะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือสัมผัสประสบการณ์จริงได้ที่โชว์รูมใกล้บ้านคุณ เพื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งยานยนต์สุดยอดยุคใหม่ไปพร้อมกัน