![N2503113 นาคนค จะเป นผ กร กหร อได ครอบครอง [ตอนจบ] part2](https://filmth1.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260316_103721.jpg)
เมอร์เซเดส-เบนซ์: ก้าวข้ามยุคแห่งความคาดหวัง สู่ทศวรรษใหม่แห่งยนตรกรรมหรู
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์หรูมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มาแรงและได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด หนึ่งในแบรนด์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่องคือ Mercedes-Benz ด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมแห่งอนาคตอย่างตระกูล EQ แต่กระนั้น แบรนด์ตราดาวก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย และปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนของผู้บริโภคระดับสูง
EQS: บทเรียนจากความคาดหวัง และการปรับทัพครั้งใหญ่
เมื่อ Mercedes-Benz EQS เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 มันคือความพยายามอันชัดเจนที่จะนำเสนอยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าที่เปี่ยมด้วยความหรูหราทัดเทียมกับ Mercedes-Benz S-Class หรือแม้แต่ Mercedes-Maybach S-Class ซึ่งถือเป็นเรือธงแห่งความสมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การออกแบบที่เน้นอากาศพลศาสตร์สูงสุด และความเงียบสงบภายในห้องโดยสาร ล้วนเป็นจุดเด่นที่ทำให้ EQS กลายเป็นที่ฮือฮาในวงการรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Mercedes-Benz อาจมองข้ามไป คือ “จิตวิญญาณ” ของ S-Class ที่ฝังลึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
สำหรับผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับความสง่างามเหนือกาลเวลา ความโอ่อ่าภายในที่สัมผัสได้ถึงความประณีต และเส้นสายที่บ่งบอกถึงสถานะและอำนาจ การออกแบบที่ลู่ลม เน้นความล้ำสมัยของ EQS อาจยังไม่สามารถทดแทน “ความเป็น S-Class” ได้อย่างเต็มที่ แม้จะมีความพยายามในการปรับโฉมในปี 2024 ด้วยการเพิ่มสัญลักษณ์ดาวลอย เพื่อให้ดูใกล้เคียงกับ S-Class มากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าความพยายามนั้นยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองของตลาดได้ทั้งหมด
ปัจจัยด้านการออกแบบที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบว่าเป็น “Mercedes-Benz ที่ไม่สวย” ประกอบกับการที่ห้องโดยสารภายในอาจไม่ได้มอบความสะดวกสบายและความรู้สึกพิเศษเท่าที่คาดหวังจากแบรนด์ระดับนี้ ส่งผลให้ยอดขายของ EQS ในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยมีตัวเลขอยู่ที่ราว 140,000-150,000 คันทั่วโลก สถานการณ์นี้บีบให้ Mercedes-Benz ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ เพื่อประหยัดต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แผนกลยุทธ์ปี 2028: S-Class สองขั้ว สู่มาตรฐานใหม่แห่งความหรูหรา
Ola Källenius ประธานกรรมการบริหารของ Mercedes-Benz Group ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับอนาคต โดยระบุว่าภายในปี 2028 เราจะได้เห็น S-Class ในสองรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ รุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม และรุ่นขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% นี่คือการยอมรับถึงความสำคัญของการคงอยู่ของ S-Class ในฐานะสัญลักษณ์แห่งแบรนด์ ขณะเดียวกันก็เปิดรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว
หัวหน้าใหญ่แห่งเมืองชตุทท์การ์ทได้เน้นย้ำว่า S-Class ทั้งสองรุ่นนี้ จะได้รับการออกแบบให้มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ทั้งในด้านรูปลักษณ์ภายนอกและบรรยากาศภายในห้องโดยสาร รวมถึงจะใช้แพลตฟอร์มวิศวกรรมพื้นฐานเดียวกันในการผลิต สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับ S-Class ทั้งสองรูปแบบให้เป็นสุดยอดแห่งยนตรกรรมในทุกมิติ และการผนวกรวมการพัฒนาจะช่วยให้ Mercedes-Benz สามารถทุ่มเททรัพยากรเพื่อปรับปรุงโมเดลเครื่องยนต์สันดาปภายใน S-Class ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย): ยกระดับทัพยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury สู่ตลาดไทย
ในประเทศไทย ตลาดรถยนต์หรูและยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้ประกาศเสริมทัพไลน์อัพยนตรกรรมระดับ Top-End Luxury ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอรถยนต์ครอบคลุมทั้งแบรนด์ Mercedes-Maybach และรถยนต์ Mercedes-Benz ในกลุ่ม G-Class, S-Class และ V-Class ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสคันจริงในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 หรือ Thailand International Motor Expo 2024
ปรากฏการณ์แห่ง G-Class: The New G-Class ยุคใหม่แห่ง Off-Road King
Mercedes-Benz G 580 with EQ Technology: การมาถึงของ G 580 with EQ Technology คือการตอกย้ำตำนาน 45 ปีของ G-Class ในฐานะ “King of Off-Road” แต่มาพร้อมกับเทคโนโลยีขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า 100% เต็มรูปแบบ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวที่ให้กำลังสูงสุดถึง 587 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 1,164 นิวตันเมตร (หรือ 118.7 กก.ม.) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.7 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 180 กม./ชม. มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 116 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 473 กม. (WLTP) และรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 200 กิโลวัตต์
รุ่นนี้มีให้เลือกสองระดับ คือ STANDARD ราคาเริ่มต้น 9,500,000 บาท และรุ่นพิเศษ EDITION ONE ที่มาพร้อมชุดแต่งพิเศษทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงออปชันที่เหนือกว่า ในราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท โดยรุ่น EDITION ONE จะมีจำนวนจำกัดเพียง 6 คันในประเทศไทย ซึ่งแสดงถึงความเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักสะสมตัวจริง
Mercedes-Benz G 450 d: สำหรับผู้ที่ยังคงชื่นชอบขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 3.0 ลิตร แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ The new G-Class ยนตรกรรมนี้มาพร้อมกำลังสูงสุด 367 แรงม้า จำหน่ายในราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท
Mercedes-Maybach: นิยามใหม่แห่งความหรูหราและสมรรถนะ
Mercedes-Maybach EQS 680 SUV: นี่คือ SUV ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach ที่นิยามคำว่า “สุดยอด” แห่งยนตรกรรม SUV ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด ให้กำลังสูงสุด 658 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 4.4 วินาที แบตเตอรี่ขนาด 118 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 615 กม. (WLTP) ราคาเริ่มต้น 12,500,000 บาท ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัยกับความหรูหราแบบ Maybach ได้อย่างลงตัว
Mercedes-Maybach S 580 e Premium: การกลับมาของ S-Class ที่มาพร้อมเอกลักษณ์ความสง่างามสไตล์ Maybach โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่นที่ผลิตในประเทศไทย (Local Production) ซึ่งสะท้อนถึงความภาคภูมิใจของแบรนด์ในฐานะหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้รับสิทธิ์ในการผลิตรถยนต์ Maybach ในประเทศ รุ่นนี้มาพร้อมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ผสานเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร กำลัง 367 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้า 150 แรงม้า ให้กำลังรวมสูงสุด 510 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.7 วินาที แบตเตอรี่ 60.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ถึง 100 กม. (WLTP) ราคาเริ่มต้น 11,300,000 บาท
Mercedes-Benz S-Class: สุนทรียภาพแห่งการขับขี่และความสะดวกสบาย
Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium: ยนตรกรรมลักชัวรีซีดานที่มอบความครบครันในทุกมิติ ทั้งสุนทรียภาพการขับขี่ ความสบายเหนือระดับ ระบบความบันเทิงที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูง จุดเด่นคือระบบควบคุมทิศทางตัวรถแบบเลี้ยว 4 ล้อ (Rear axle steering 4.5°) ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ รุ่นนี้ยังคงมาพร้อมขุมพลัง Plug-in Hybrid เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 367 แรงม้า ผสานมอเตอร์ไฟฟ้า 150 แรงม้า รวมกำลังสูงสุด 510 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.2 วินาที จำหน่ายในราคา 7,580,000 บาท
Mercedes-Benz V-Class: ความหรูหราสำหรับทุกการเดินทาง
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive: รถตู้ลักชัวรี่ 6 ที่นั่ง รุ่นนี้ได้รับการนำเข้าตามมาตรฐานยุโรป ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการเดินทางแบบครอบครัวและการใช้งานทางธุรกิจ มอบความสะดวกสบายและความหรูหราในระดับเฟิร์สคลาส พร้อมสมรรถนะที่ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร กำลัง 237 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.4 วินาที และเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic ราคา 5,820,000 บาท
เหนือกว่ามาตรฐาน: การปรับแต่งพิเศษและสมรรถนะที่เร้าใจ
นอกจากรุ่นมาตรฐานจากโรงงานแล้ว ตลาดรถยนต์หรูยังมีความต้องการในเรื่องของการปรับแต่งพิเศษเพื่อตอบสนองรสนิยมเฉพาะตัว
Transeco S500L: ยนตรกรรมกันกระสุนระดับผู้นำ
สำหรับนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด Transeco บริษัทจากเยอรมนี ได้นำเสนอ Mercedes-Benz S500L รุ่นพิเศษที่ผ่านการปรับแต่งให้มีคุณสมบัติการป้องกันกระสุนในระดับ Level 7 ซึ่งสามารถทนทานต่อกระสุนปืน .357 Magnum และ M16 ได้อย่างสบายๆ การปรับปรุงประกอบด้วยกระจกนิรภัยลามิเนต การเสริมความหนาของเสาหลังคาและใต้ท้องรถเพื่อป้องกันการระเบิด การหุ้มถังน้ำมันป้องกันการรั่วไหล และการปกป้องระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความทนทานสูงสุด เพื่อให้รถยังคงวิ่งต่อไปได้แม้ถูกโจมตี นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบเบรกประสิทธิภาพสูง ช่วงล่างที่อัพเกรดใหม่ และยางรันแฟลตที่สามารถวิ่งได้แม้ถูกเจาะ
Brabus S-Class: สุดยอดแห่งการรีดสมรรถนะ
สำนักแต่งชื่อดังอย่าง Brabus ก็ได้เปิดตัวชุดอัพเกรดสำหรับ Mercedes-Benz S-Class รุ่นปี 2014 เพื่อเพิ่มสมรรถนะและเอกลักษณ์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ชุดบอดี้คิทแอโรไดนามิกประกอบด้วยกันชนหน้า สเกิร์ตข้าง ซุ้มล้อ ท่อไอเสียสปอร์ต ชุดช่วงล่างที่โหลดลง 15 มม. และล้ออัลลอยขนาด 19-21 นิ้ว พร้อมยางชั้นนำจาก Continental, Pirelli หรือ Yokohama
สำหรับขุมพลัง S500 เครื่องยนต์ V8 ความจุ 4.7 ลิตร ได้รับการอัพเกรดด้วยชุด 520 PowerXtra CGI ให้กำลังสูงสุด 520 แรงม้า แรงบิด 820 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 300 กม./ชม.
สำหรับ S63 AMG สามารถติดตั้งชุด 650 PowerXtra CGI ที่รีดกำลังเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 5.5 ลิตร ให้สูงถึง 650 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร
และสำหรับแพ็คเกจตัวท็อป “Brabus B63S” ที่มาพร้อมเทอร์โบใหม่ ระบบอากาศและไอเสียที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด พร้อมการจูน ECU สามารถรีดพละกำลังได้ถึง 730 แรงม้า แรงบิด 1,065 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 325 กม./ชม.
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย: ความสำเร็จและก้าวต่อไปในยุค EV
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยล่าสุดได้รับ 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากโครงการรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี (THAILAND CAR OF THE YEAR) จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ได้แก่:
“รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมประจำปี 2567” (Thailand EV of the Year 2024) จากรุ่น EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic ซึ่งเป็น SUV ไฟฟ้าหรูระดับ Top-End ที่รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 ที่นั่ง ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลัง 360 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.1 วินาที วิ่งได้ไกลสูงสุด 658 กม. (WLTP) มาพร้อมระบบ MBUX7 ล่าสุด และระบบความปลอดภัยครบครัน รวมถึงระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Rear axle steering 4.5°) ราคาเริ่มต้น 5,990,000 บาท
“โมเดลการจัดจำหน่ายยอดเยี่ยม” (Best Car Retail Campaign Award) จากการเปิดตัวโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” ซึ่งเป็นการพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกในตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ของประเทศไทย
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังได้เสริมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic ภายใต้แพ็คเกจ “Worry Free” และเริ่มต้นสัญญา MyStar ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2567 เช่น เงินชำระส่วนแรก 0% เริ่มต้น 72,000 บาท/เดือน (ตามสัญญา 60 เดือน), ฟรี! ค่าบริการชาร์จไฟ DC ไม่จำกัด 1 ปี ผ่าน SHARGE และฟรี! Wallbox พร้อมติดตั้ง
EQE และ EQS: ขยายไลน์อัพ EV สู่ผู้บริโภคชาวไทย
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในกลุ่มลักชัวรี่ ด้วยการเปิดตัว EV สองรุ่นล่าสุด:
EQE 300: รถซีดานไฟฟ้าที่เข้ามาเติมเต็มไลน์อัพ EQE ให้ครบถ้วนทั้งตัวถังซีดานและ SUV ราคา 3,970,000 บาท
EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic: SUV Full-Size Luxury 7 ที่นั่ง ราคา 5,990,000 บาท ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ที่ผลิตในประเทศไทย ต่อจาก EQS 500 4MATIC AMG Premium โดยใช้แพลตฟอร์ม EVA2 ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
งาน “StarFest Defining Electric” ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสและทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า 100% และ Plug-in Hybrid กว่า 13 รุ่น เพื่อแสดงถึงความหลากหลายและความมุ่งมั่นของแบรนด์ในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์ระดับโลกของแบรนด์ว่า มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ Entry Luxury ไปจนถึง Top-End Luxury รวมถึงแบรนด์ AMG และ Maybach พร้อมแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชั่นใหม่ และการลงทุนใน “eCampus” ศูนย์พัฒนาเซลล์แบตเตอรี่สมรรถนะสูงในเยอรมนี
สำหรับประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นแบรนด์ลักชัวรี่แบรนด์แรกที่ประกอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า 100% และเป็นประเทศแรกนอกเยอรมนีที่สามารถประกอบรถ EV ระดับแฟล็กชิพอย่าง EQS 500 4MATIC ตั้งแต่ปี 2022 และตามมาด้วยรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย เช่น EQB 250, EQE 350 4MATIC SUV, Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+, EQS 450+ จนมาถึง EQE 300 และ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงมีแผนเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้า เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในประเทศไทย
ข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า:
EQE 300 และ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic มาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือ 250,000 กม. พร้อมแพ็คเกจ “Worry Free” ที่มอบข้อเสนอสุดพิเศษ:
ดาวน์ทุกรุ่น 990,000 บาท และสำหรับ EQE 300 ผ่อนเริ่มต้น 39,000 บาท/เดือน
ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง (Mercedes-Benz Protection) ตลอด 3 ปี
ฟรี! ค่าบำรุงรักษาตามระยะทางและรับประกันคุณภาพรถยนต์ (MBSP Easy Care & Extra Guarantee) ตลอด 5 ปี
ฟรี! ค่าบริการชาร์จไฟ DC ไม่จำกัด 1 ปี ผ่าน SHARGE
สรุปราคา:
EQE 300: 3,970,000 บาท
EQS 450 4Matic SUV: 5,990,000 บาท
การเดินทางของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น การปรับตัว และความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในทุกยุคสมัย หากคุณคือผู้ที่มองหายนตรกรรมที่ผสานความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การสำรวจยนตรกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือก้าวต่อไปที่คุณไม่ควรพลาด.