
เมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class Coupe: นิยามใหม่แห่งยนตรกรรมหรูสปอร์ต ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย สู่ประสบการณ์การขับขี่ระดับสูงสุด
ในโลกยานยนต์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับผู้ที่แสวงหาที่สุดแห่งสมรรถนะ ความหรูหรา และนวัตกรรมที่เหนือกว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class Coupe คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ในฐานะยานยนต์ที่สะท้อนถึงปรัชญาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ตราดาว การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสง่างามของรถยนต์สปอร์ตคูเป้ เข้ากับความสะดวกสบายและความล้ำสมัยของซีดานระดับพรีเมียม ทำให้ S-Class Coupe ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและรสนิยมที่เหนือระดับ
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์หรูมากว่าทศวรรษ ผมได้ประจักษ์ถึงวิวัฒนาการของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะตระกูล S-Class ที่เป็นเสมือน “เรือธง” ของแบรนด์ ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ และยกระดับมาตรฐานของความหรูหรา สำหรับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ S 500 Coupe AMG Premium ที่เปิดตัวในประเทศไทย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ซาลูนคูเป้ระดับหรู ด้วยการผสมผสานอันชาญฉลาดระหว่างดีไซน์ที่เร้าใจ ขุมพลังอันทรงพลัง และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่มีใครเทียบได้
รูปลักษณ์ภายนอก: การบรรจบกันของความสปอร์ตและความสง่างาม
สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคือเส้นสายอันเฉียบคมและภูมิฐานของ S-Class Coupe ดีไซน์ภายนอกสะท้อนถึงความสมดุลอันไร้ที่ติระหว่างความสปอร์ตที่ดุดัน และความหรูหราสง่างามแบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์ กระจังหน้าแบบสปอร์ตโครเมียมพร้อมตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ที่โดดเด่น เสริมด้วยชุดแต่ง AMG รอบคันที่ประกอบด้วยกันชนหน้า-หลังดีไซน์สปอร์ตพร้อมคิ้วโครเมียมบริเวณชายกันชนหน้า และสเกิร์ตข้าง สะท้อนถึงพละกำลังที่ซ่อนอยู่ภายใน
แต่ความพิเศษที่ทำให้ S-Class Coupe โดดเด่นอย่างแท้จริง คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บ่งบอกถึงความพิถีรพิถันในการออกแบบ ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System ไม่เพียงแต่ให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพการณ์ แต่ยังประดับด้วยผลึกคริสตัล Swarovski จำนวน 47 ชิ้น อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและประกายระยิบระยับอย่างมีระดับ ไฟ Daytime Running Lamp ที่เปล่งประกายด้วยคริสตัล 17 ชิ้น และไฟเลี้ยวที่ประดับด้วยคริสตัลอีก 30 ชิ้น สร้างเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครยามค่ำคืน
นอกจากนี้ หลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบ MAGIC SKY CONTROL ขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2 ใน 3 ของความยาวหลังคา หรือประมาณ 1.32 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นก่อนถึง 150% สร้างบรรยากาศโปร่งโล่งภายในห้องโดยสาร และผู้ขับขี่สามารถปรับความเข้มของกระจกได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เพื่อกรองแสงแดดที่รุนแรง สร้างสุนทรียะในการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ
ภายในห้องโดยสาร: สัมผัสแห่งความหรูหราและความสะดวกสบายเหนือระดับ
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร S-Class Coupe คือการต้อนรับสู่โลกแห่งความหรูหราที่เหนือจินตนาการ วัสดุคุณภาพสูงที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี ผสานกับการตัดเย็บอันประณีต สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าประทับใจ เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive Package พร้อมการตัดเย็บลาย Diamond Design ที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ยังมอบความสบายสูงสุดและรองรับสรีระได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนผ้าหลังคาและแผงบังแดดหน้าหุ้มด้วยวัสดุ DINAMICA microfibre เพิ่มความรู้สึกสปอร์ตและพรีเมียม
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด หุ้มด้วยหนัง Nappa พร้อมระบบควบคุมหน้าจอแบบ Touch Control ช่วยให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดายและแม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้น จอแสดงผล Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว สองจอที่เชื่อมต่อกัน สร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่น่าตื่นตาตื่นใจ แผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัดต่างๆ และหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่รองรับระบบปฏิบัติการ MBUX รุ่นล่าสุด มอบการควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัส ระบบสั่งการด้วยเสียง หรือแม้กระทั่ง Touchpad
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบประสบการณ์ทางเสียง ระบบเครื่องเสียง Burmester® high-end 3D surround sound system พร้อมลำโพง 24 ตัว และ subwoofer bass box ที่ให้กำลังขับสูงสุดถึง 1,520 วัตต์ พร้อม Amplifier 24 ทาง จะมอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงราวกับอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์
ความสะดวกสบายของผู้โดยสารก็ได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ ด้วยระบบ Seat Comfort Package สำหรับเบาะหน้า พร้อมฟังก์ชันนวด ENERGIZING massage function ที่มีให้เลือกหลายรูปแบบ ผสานกับฟังก์ชัน Climatised front seats ที่มีทั้งระบบทำความร้อนและระบบระบายอากาศ มอบความผ่อนคลายสูงสุดในทุกการเดินทาง นอกจากนี้ ไฟ Ambient Lighting ที่มีให้เลือกถึง 7 สี พร้อมระดับความเข้ม 5 ระดับ ยังช่วยเติมเต็มบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้สอดคล้องกับอารมณ์ของผู้ขับขี่
สมรรถนะ: พลัง V8 ที่ปลุกเร้าทุกสัมผัสแห่งการขับขี่
ภายใต้ฝากระโปรงหน้าอันสง่างาม ซ่อนขุมพลังที่พร้อมจะปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัส เครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.7 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 455 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 700 นิวตันเมตร ตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้การเร่งแซงเป็นไปอย่างฉับไวและทรงพลัง ทุกการออกตัวจากหยุดนิ่งจนถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 4.6 วินาทีเท่านั้น
การส่งกำลังอันนุ่มนวลและแม่นยำเป็นหน้าที่ของ เกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC ที่ปรับเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ พร้อมตอบสนองต่อทุกการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่แบบเน้นความนุ่มนวล หรือการขับขี่ที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด
สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ขับขี่บน S-Class Coupe แตกต่างอย่างแท้จริงคือ ช่วงล่างแบบถุงลม AIRMATIC พร้อมระบบควบคุมการหน่วงของโช้คอัพแบบแปรผัน (Continuously Variable Damping Control) ระบบนี้เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีช่วงล่างแบบ Adaptive Damper Control และ Air Suspension System ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมายาวนาน ระบบนี้ไม่เพียงแต่มอบความนุ่มนวลเหนือชั้น ให้ความรู้สึกเหมือนลอยอยู่บนผืนเมฆ แต่ยังสามารถปรับเซ็ตให้แน่นหนึบ ตอบสนองต่อการขับขี่สไตล์สปอร์ตได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย เพื่อปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่าง ให้เหมาะสมกับสไตล์และความต้องการในแต่ละสถานการณ์
เทคโนโลยีความปลอดภัย: นวัตกรรมเพื่อความมั่นใจสูงสุด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร S 500 Coupe AMG Premium มาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันขั้นสูงสุด PRE-SAFE® System และ PRE-SAFE® Impulse System ที่ทำงานล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยควบคุมการทรงตัว (ESP®), ระบบช่วยรักษาเสถียรภาพการขับขี่ขณะเข้าโค้ง (Curve Dynamic Assist), ระบบรักษาความสมดุลเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist) และระบบช่วยเบรก (BAS) ล้วนทำงานประสานกันเพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดในทุกสถานการณ์
นอกจากนี้ยังมีระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-start Assist, ไฟเบรกกะพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Lights), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (ASR) และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) ที่คอยเฝ้าระวังและแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ได้พักผ่อนเมื่อถึงเวลาอันควร
เทคโนโลยีที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ระบบ MAGIC VISION CONTROL ระบบปัดน้ำฝนอัจฉริยะที่ฉีดน้ำทำความสะอาดกระจกผ่านก้านปัดน้ำฝนโดยตรง ช่วยให้ทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ชัดเจนอยู่เสมอ แม้ในขณะที่ฝนตกหนัก
และเพื่อยกระดับความปลอดภัยในยามค่ำคืน ระบบ Night View Assist Plus จะใช้แสงอินฟราเรดและกล้องตรวจจับความร้อน เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นคนเดินถนน หรือสัตว์ขนาดใหญ่ที่อาจปรากฏขึ้นบนท้องถนนได้อย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุในที่มืดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมอร์เซเดส-มายบัค S 500: นิยามใหม่ของความหรูหราสูงสุด
สำหรับผู้ที่มองหาที่สุดแห่งความหรูหราและสะดวกสบายไร้ขีดจำกัด เมอร์เซเดส-มายบัค S 500 คือยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกความคาดหวัง การออกแบบภายนอกยังคงไว้ซึ่งความสง่างามของ S-Class แต่เพิ่มรายละเอียดอันประณีต เช่น กระจังหน้าแบบ Diamond Radiator Grille, โคมไฟหน้า LED High Performance ดีไซน์เพรียวบาง และล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษ ขนาด 20 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารคือสวรรค์แห่งความสบาย เบาะนั่งไฟฟ้าแบบ First Class พร้อมโต๊ะทำงานแบบพับได้ และระบบนวดที่เบาะหลัง ซึ่งจำลองการนวดด้วยหินร้อน มีให้เลือกถึง 6 รูปแบบ เพื่อมอบการผ่อนคลายสูงสุด อีกทั้งยังมีตู้เย็นสำหรับผู้โดยสาร, ม่านบังแดดไฟฟ้า, ระบบปรับสมดุลในห้องโดยสาร, และระบบ Active Perfume System พร้อมกลิ่นหอม 4 กลิ่น ให้เลือกสรร เพื่อเพิ่มความสดชื่นและความรื่นรมย์ตลอดการเดินทาง
ขุมพลัง V8 ขนาด 4.7 ลิตร พร้อมเกียร์ 9G-TRONIC ให้กำลัง 455 แรงม้า และแรงบิด 700 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 5 วินาทีเท่านั้น ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็มไม่แพ้รุ่นอื่น พร้อมเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเพื่อมอบความอุ่นใจสูงสุด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ A-Class และ GLA: ก้าวแรกสู่โลกแห่งยนตรกรรมพรีเมียม
สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่กำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนความเป็นตัวตนอย่างมีสไตล์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ A-Class และ GLA คือทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
Mercedes-Benz A-Class นำเสนอดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ทันสมัย เน้นเส้นสายที่สปอร์ตและพริ้วไหว กระจังหน้า Diamond Radiator Grille โคมไฟหน้า LED High Performance ดีไซน์เพรียวบาง ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ทันสมัย พร้อมพวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัด จอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว สองจอที่เชื่อมต่อกัน และระบบ MBUX ที่รองรับการสั่งการด้วยเสียงและสัมผัส พร้อมไฟ Ambient Lighting 64 สี ที่ช่วยขับเน้นบรรยากาศความสปอร์ต
ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลัง 163 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.1 วินาที และยังโดดเด่นด้วยอัตราการปล่อยไอเสียต่ำและประหยัดน้ำมัน
ส่วน Mercedes-Benz GLA คอมแพกต์ SUV เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่ได้รับการปรับดีไซน์ให้ดูสั้นลงและสูงขึ้น เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ และพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้น ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าและไฟหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ ส่วนท้ายดูกว้างขึ้นพร้อมไฟท้ายดีไซน์เฉพาะตัว ภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น ด้วยชุดตกแต่ง AMG Interior package หน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว สองจอ และช่องลมแอร์ดีไซน์ Turbine
ทั้ง A-Class และ GLA มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย เช่น ระบบ Active Brake Assist, ระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง, และบริการ Mercedes me connect ที่เชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ
กลยุทธ์การตลาดและการขยายฐานลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย
ภายใต้การบริหารงานของ คุณไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด แบรนด์ตราดาวได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในตลาดรถยนต์หรูของประเทศไทย แม้ภาพรวมตลาดรถยนต์จะมีความผันผวน แต่กลุ่มรถหรูยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์ด้านราคา การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่
ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีรุ่นรถยนต์ที่ทำตลาดในประเทศไทยมากถึง 15 รุ่น ซึ่งถือเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายตลาดไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านการแนะนำผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม NGCC (New Generation Compact Car) และด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่ง ทำให้ยอดขายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีที่ผ่านมาทำสถิติสูงสุดในประเทศไทย และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงให้ความสำคัญกับฐานลูกค้ากลุ่มเดิม ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นสำคัญอย่าง Mercedes-Benz C-Class โฉมใหม่, S-Class BlueTEC Hybrid, และ G-Class รถยนต์ตรวจการระดับพรีเมียม การเปิดตัว Mercedes-Benz CLS-Class ใหม่ ในรูปแบบตัวถัง 4 ประตูคูเป้ และ Shooting Brake (5 ประตู) ยังเป็นการเสริมทัพผลิตภัณฑ์เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโตยิ่งขึ้น
CLS-Class โฉมใหม่ (ปี 2015) ได้รับการปรับปรุง Minor Change โดยเน้นการเพิ่มเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ชุดไฟหน้า LED Multibeam ที่ประกอบด้วย LED 24 ดวง พร้อมระบบควบคุมและกล้องที่ช่วยปรับทิศทางของแสงไฟให้เหมาะสม ไม่รบกวนผู้ร่วมทาง พร้อมทั้งสามารถประเมินลักษณะของทางโค้งและวงเวียน เพื่อปรับการส่องสว่างให้เหมาะสมกับทิศทางการเดินทาง นอกจากนี้ยังมีการปรับดีไซน์ภายนอกเล็กน้อย และเพิ่มทางเลือกขุมพลัง เช่น CLS 220 BlueTEC เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.1 ลิตร และการปรับปรุงระบบส่งกำลังใหม่เป็น 9G-TRONIC 9 สปีด เพื่อความนุ่มนวล ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน Euro 6
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่ ผ่านการเปิดตัวรถในกลุ่ม NGCC เช่น B-Class, A-Class, CLA-Class และ GLA-Class ซึ่งเป็นการตอบรับกระแสความต้องการของคนรุ่นใหม่ บริษัทกำลังศึกษาแผนการประกอบรถกลุ่ม NGCC ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และมองถึงการลงทุนในรถยนต์พลังงานทดแทน BlueTEC Hybrid รวมถึงการขยายเครือข่ายการขายและการปรับปรุงโชว์รูมให้ทันสมัย
กิจกรรมการตลาดและการสร้างประสบการณ์แบรนด์
การเข้าถึงผู้บริโภคถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลักดันยอดขาย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น งาน “Mercedes-Benz StarFest” ซึ่งเป็นคาราวานที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วประเทศได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ในทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car, SUV ไปจนถึง Mercedes-AMG
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง BMW Group ประเทศไทย ก็จัดงาน “BMW Expo” อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่และเทคโนโลยีสู่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นความต้องการของตลาด Audi ประเทศไทย มีแผนจัดงานแสดงรถยนต์และนวัตกรรมในปีหน้า ขณะที่ Volvo Cars (ประเทศไทย) ก็เตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์หลังการเปิดตัว Volvo XC40 เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ใหม่
กิจกรรมเหล่านี้เปรียบเสมือนการตลาดเชิงรุก ที่นำผลิตภัณฑ์ไปกระตุ้นให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการรอให้ลูกค้าเข้ามาที่โชว์รูมเพียงอย่างเดียว
อนาคตของ S-Class และทิศทางของเมอร์เซเดส-เบนซ์
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Mercedes-Benz S-Class ตั้งแต่ปี 1951 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงความเป็น “Special Class” อย่างแท้จริง โดย S-Class รุ่นใหม่ (W223) ที่กำลังจะเปิดตัว จะยังคงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โดยมาพร้อมระบบปุ่มกดที่ลดลง เปลี่ยนเป็นหน้าจอแสดงผลถึง 5 จอ เทคโนโลยี OLED ที่คมชัด ระบบสั่งการด้วยเสียง MBUX Generation 2 ที่รองรับ 27 ภาษา และการควบคุมจากเบาะหลังได้ ระบบควบคุมการหักเลี้ยวที่เพิ่มองศาการหักเลี้ยวของล้อหลัง เพื่อลดรัศมีวงเลี้ยว
ที่สำคัญคือ S-Class รุ่นใหม่ เป็นรถยนต์คันแรกของโลกที่มาพร้อม ระบบถุงลมนิรภัยสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และยังทำงานร่วมกับระบบ Pre-Safe® Impulse Side Function ที่ใช้เรดาร์ตรวจจับการชนด้านข้าง เพื่อปรับตำแหน่งเบาะผู้ขับขี่หรือผู้โดยสาร และยกความสูงของตัวรถขึ้น เพื่อซับแรงปะทะ ระบบ Active Parking Assist และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา ก็ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
ด้านขุมพลัง คาดว่าจะมีทั้งรุ่น S 580e ซึ่งเป็น Plug-in Hybrid ที่ให้กำลังรวม 503 แรงม้า และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร พร้อมทั้งรุ่น EQ S ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ใช้ตัวถังเดียวกับ S-Class โดยคาดว่าจะให้กำลังสูงถึง 600 แรงม้าสำหรับเวอร์ชัน AMG และวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 498 กม.
สรุป
เมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class Coupe ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม การออกแบบที่เหนือกาลเวลา และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกยานยนต์ การเปิดตัว เมอร์เซเดส-เบนซ์ S 500 Coupe AMG Premium ในประเทศไทย ย้ำเตือนถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะที่เร้าใจ หรือเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ครอบคลุม
สำหรับผู้ที่แสวงหาที่สุดแห่งยนตรกรรมที่ไม่เพียงตอบสนองความต้องการ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและตอกย้ำความสำเร็จ เมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class Coupe คือนิยามใหม่ของความเป็นเลิศที่ไม่ควรมองข้าม
สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อันน่าทึ่งและค้นพบความเหนือระดับของยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบนี้ได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ