
เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที3: สมรรถนะสายพันธุ์นักล่าในสนาม DTM 2016
ในโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต พัฒนาการของเทคโนโลยียานยนต์คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนชัยชนะ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความแรง ด้วยการประกาศส่ง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที3” ลงสนามการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับโลกอย่าง DTM (Deutsche Tourenwagen Masters) ในปี 2016 นี้ การปรากฏตัวของรถแข่งสายพันธุ์นักล่าคันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเข้าร่วมการแข่งขัน แต่เป็นการสืบทอดมรดกแห่งชัยชนะอันยาวนานของตระกูล C-Class ที่เคยสร้างชื่อเสียงโด่งดังในอดีต
ตำนานที่ถูกสานต่อ: C-Class ในประวัติศาสตร์ DTM
ย้อนกลับไปในอดีต C-Class ได้ฝากผลงานอันน่าประทับใจไว้ในรายการ DTM ด้วยสถิติการคว้าชัยชนะถึง 85 ครั้ง จากการแข่งขันทั้งหมด 159 เรซ นี่คือเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของรถยนต์รุ่นนี้ และในปี 2016 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ต่อยอดความสำเร็จด้วยการพัฒนารถแข่ง C-Class เจเนอเรชันใหม่ ที่ได้รับการวางรากฐานมาจาก Mercedes-AMG C63 อันทรงพลัง
“Mercedes-AMG C63 จะเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และการออกแบบที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา” อูลลิค ฟริตซ์ ประธานกรรมการของ Mercedes-AMG DTM กล่าวอย่างมั่นใจ “โดยสปอร์ตคูเป้รุ่นนี้ได้มอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนารถแข่ง DTM ของเรา ผมเฝ้ารอที่จะได้เห็น Mercedes-AMG C63 DTM ออกประลองในสนามในปี 2016 เป้าหมายของเราคือการสานต่อตำนานแห่งชัยชนะในรายการนี้”
แม้ในขณะนี้ รายละเอียดของการปรับแต่งทางเทคนิคของรถแข่งคันนี้ยังคงถูกเก็บเป็นความลับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟนๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้ที่หลงใหลในคอมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก ต่างจับตามองความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด การปรากฏตัวของ Mercedes-AMG C63 DTM ในปี 2016 นี้ คือบทพิสูจน์ที่สำคัญของวิศวกรรมยานยนต์ และความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการผลักดันขีดจำกัดของสมรรถนะไปสู่ระดับสูงสุด
Mercedes-Maybach S 500: นิยามใหม่ของความหรูหราและเอกสิทธิ์
นอกเหนือจากสนามแข่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยืนหยัดในตำแหน่งผู้นำแห่งยนตรกรรมหรูระดับพรีเมียม ด้วยการเปิดตัว Mercedes-Maybach S 500 ในประเทศไทย สะท้อนความหรูหราที่เหนือระดับ ดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในที่ประณีต ล้ำสมัยในทุกรายละเอียด พร้อมมอบประสบการณ์ความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งเบาะหลัง ด้วยมิติของตัวถังและระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
“Mercedes-Maybach S 500 คือตัวแทนของปรัชญา ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ ที่เรายึดมั่นมาตลอด” นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “นี่คือยนตรกรรมหรูลำดับที่สองภายใต้แบรนด์ Mercedes-Benz ต่อจาก AMG ซึ่งรุ่น S 500 ที่เปิดตัวในประเทศไทยนี้ สะท้อนถึงความหลงใหล (Fascination) และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ได้อย่างแท้จริง กลุ่มเป้าหมายหลักของเราคือผู้บริหารระดับสูง รวมถึงธุรกิจฟลีทของโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ต้องการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าคนสำคัญ”
รายละเอียดที่บ่งบอกถึงความพิเศษ
นายมาร์ทิน ชูลซ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด ได้ลงรายละเอียดถึงความโดดเด่นของ Mercedes-Maybach S 500 ว่า:
ดีไซน์ภายนอก: ยังคงความหรูหราสง่างามตามแบบฉบับ S-Class โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้า กระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมโลโก้ดาวสามแฉก, ฝากระโปรงหน้ายาว, ชุดไฟหน้า LED Intelligent Light System พร้อมฟังก์ชั่น Active Light System, ไฟท้าย LED แบบ Fiber Optic, ปลายท่อไอเสียคู่, ล้ออัลลอย 20 นิ้ว พร้อมยาง Run-flat, และหลังคา Panoramic Sunroof ขนาดใหญ่ ปิดท้ายด้วยโลโก้ “Maybach” อันเป็นเอกลักษณ์บนฝากระโปรงท้าย มิติของตัวถังยาว 5,453 มม. และระยะฐานล้อ 3,365 มม. (ยาวกว่า S-Class มาตรฐาน) มอบพื้นที่ใช้สอยและความสบายที่เหนือกว่า
ดีไซน์ภายใน: เน้นการผสมผสานความหรูหรา ความนุ่มนวล และความกว้างขวาง เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa Exclusive Package เย็บลาย Diamond Design, คอนโซลหน้าและแผงประตูหุ้มหนัง Nappa, ผ้าหลังคาและแผงบังแดดหุ้มด้วย DINAMICA microfibre, นาฬิกาอนาล็อก IWC Design, ระบบ COMAND Online พร้อมระบบนำทางและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, รีโมทคอนโทรลสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, เครื่องเล่น DVD Changer 6 แผ่น, ระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC (ภาษาอังกฤษ), ระบบเสียง Burmester® high-end 3D surround sound system, ระบบควบคุมด้วย Touchpad, Head-up Display, และระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลังพร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง
ความสะดวกสบายสูงสุด: เบาะนั่งคู่หน้าและหลัง มาพร้อมฟังก์ชั่นอุ่นและระบายอากาศ ปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ เบาะหน้าสามารถเลื่อนไปหน้าได้อีก 4 ซม. และขึ้นบนอีก 3.7 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่เบาะหลัง เบาะหลังแบบ Multi-contour พร้อมระบบ First Class, โต๊ะทำงานแบบพับได้, ฟังก์ชั่นนวด ENERGIZING 6 รูปแบบ (Hot Relaxing, Activating, Classic, Mobilizing, Workout) พร้อมรองขาปรับระดับ, ตู้เย็นภายในรถ, ม่านบังแดดไฟฟ้าประตูหลังซ้าย-ขวาและกระจกหลัง, ระบบปรับสมดุลอากาศ, ระบบควบคุมอุณหภูมิ THERMOTRONIC หน้า-หลัง, และ Ambient Lighting 7 สี ปรับความเข้มได้ 5 ระดับ
ระบบ Active Perfuming System: มาพร้อม AIR-BALANCE Package ให้ผู้ใช้เลือกสรรกลิ่นหอม 4 กลิ่น (FREESIDE MOOD, NIGHTLIFE MOOD, DOWNTOWN MOOD, SPORTS MOOD) และกลิ่นพิเศษ AGARWOOD สำหรับ Maybach โดยเฉพาะ
เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยระดับสูงสุด
Mercedes-Maybach S 500 มาพร้อมเทคโนโลยีและความปลอดภัยที่ทำงานประสานกันอย่างลงตัว:
ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ: PRE-SAFE®, PRE-SAFE® Impulse, PRE-SAFE® rear system พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบถุงลม และหัวล็อคเรืองแสง
ถุงลมนิรภัย: ด้านหน้า, ด้านข้าง, ม่านถุงลมนิรภัยครอบคลุม 4 ตำแหน่ง
ระบบควบคุมการทรงตัว: ESP, Curve Dynamic Assist, Crosswind Assist
ระบบเบรก: BAS, ADAPTIVE BRAKE พร้อม HOLD และ Hill-start Assist, Adaptive Brake Lights, ABS, ASR
ระบบอื่นๆ: ระบบป้องกันการโจรกรรม, ATTENTION ASSIST (เตือนอาการเหนื่อยล้า), AIRMATIC (ช่วงล่างถุงลม), Cruise Control, SPEEDTRONIC, Tyre pressure monitoring, Active Parking Assist, MAGIC VISION CONTROL, Night View Assist, Adaptive Highbeam Assist Plus, MAGIC BODY CONTROL, กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง
ขุมพลังและสมรรถนะ
Mercedes-Maybach S 500 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4,663 ซีซี พละกำลังสูงสุด 455 แรงม้า ที่ 5,250-5,550 รอบ/นาที แรงบิด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,800-3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
ราคาจำหน่าย: Mercedes-Maybach S 500 ราคา 16,900,000 บาท
T.S.T. Mercedes-Benz: ความสำเร็จที่มาพร้อมความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า
ในโลกแห่งการแข่งขันของตลาดรถยนต์หรู ประสบการณ์ของลูกค้าคือหัวใจสำคัญที่วัดความเป็นที่หนึ่ง “ฟอร์มูลา” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณเสกสรร ตั้งสัจจธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ จำกัด ถึงเบื้องหลังความสำเร็จของโชว์รูมเมอร์เซเดส-เบนซ์ สาขาบ้านโป่ง และหัวหิน ที่คว้ารางวัล CSI (Customer Satisfaction Index) “ผู้จำหน่ายดีเด่น ด้านการสร้างความพึงพอใจสูงสุดต่อประสบการณ์การซื้อ ประจำปี 2560” ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจและการบริการที่เป็นเลิศ
รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ
คุณเสกสรร กล่าวว่า “เราเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ CSI ด้านโชว์รูมและการขายประจำปี 2017 ซึ่งเป็นรางวัลที่มาจากความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง เราภูมิใจมากที่ความทุ่มเทในการบริการลูกค้าของเราได้รับการยอมรับ รางวัลนี้เคยได้รับเมื่อปี 2008 เช่นเดียวกับรางวัลชนะเลิศ ด้านบริการหลังการขายที่เราได้รับต่อเนื่องถึง 3 ปี (2008-2010) สำหรับสาขาหัวหิน แม้จะเพิ่งเปิดมาประมาณ 4 ปี ก็สามารถคว้าอันดับรองชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ”
การลงทุนเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด
เพื่อรองรับการเติบโตของยอดขายและจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น T.S.T. Mercedes-Benz ได้ลงทุนปรับปรุงโชว์รูมครั้งใหญ่ โดยใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท เพื่อยกระดับพื้นที่ต้อนรับลูกค้า, ห้องส่งมอบรถ, และขยายส่วนโชว์รูม ให้มีความทันสมัยและสะดวกสบายมากขึ้น
เป้าหมายที่ท้าทายและกลยุทธ์ที่เหนือกว่า
สำหรับปี 2561 T.S.T. Mercedes-Benz ตั้งเป้าหมายยอดขายที่ 250 คันสำหรับสาขาบ้านโป่ง และอีก 120-150 คันสำหรับสาขาหัวหิน ซึ่งคาดว่าจะเติบโตจากปี 2560 ประมาณ 20% ความสำเร็จนี้เกิดจากการผสมผสานระหว่างการรักษาฐานลูกค้าเก่า และการขยายฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70-80% ลูกค้าใหม่ส่วนใหญ่มาจากการบอกต่อ และการใช้สื่อโฆษณาที่หลากหลาย รวมถึงการจัดกิจกรรมอีเวนต์ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ
“เรามีทีมงานฝ่ายขายที่แข็งแกร่ง พร้อมมอบบริการด้วยความจริงใจ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ลูกค้า” คุณเสกสรรเน้นย้ำ “ตลอดกว่า 20 ปีที่เราดำเนินธุรกิจในพื้นที่ ทำให้เรามีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในท้องถิ่น และเรายังเห็นการเติบโตของลูกค้ากลุ่มอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จในอาชีพและเลือกใช้ Mercedes-Benz มากขึ้น ประกอบกับดีไซน์และสมรรถนะของรถยนต์ Mercedes-Benz ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง”
การก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า
เพื่อรองรับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Plug-in Hybrid, T.S.T. Mercedes-Benz ได้ติดตั้ง Wallbox ให้บริการแก่ลูกค้าถึง 3 จุด ที่ทั้งสองสาขา โดยให้บริการชาร์จแบตเตอรี่ฟรี ลูกค้าสามารถใช้บริการระหว่างรอรถที่ห้องรับรองสุดพิเศษ ซึ่งเป็นการยกระดับการบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของยุคสมัย
ทีมงานมืออาชีพและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ ได้เพิ่มจำนวนพนักงานจาก 20 กว่าคน เป็นกว่า 50 คน ครอบคลุมทุกแผนก ทั้งฝ่ายขาย บริการ และบัญชี โดยพนักงานทุกคนได้รับการส่งเสริมให้เข้ารับการอบรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะช่างเทคนิคที่จะได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรของ MBTH เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของรถยนต์ Mercedes-Benz
บริการที่เหนือกว่าทุกการคาดหวัง
นอกเหนือจากการบริการมาตรฐาน เช่น บริการอาหาร เครื่องดื่ม ของว่าง บริการรถรับ-ส่ง T.S.T. Mercedes-Benz ยังมีบริการรถโมบายล์เซอร์วิส สำหรับบริการฉุกเฉิน และบริการรับรถจากบ้านเพื่อนำเข้าศูนย์บริการ
รุ่นที่ขายดีที่สุด
ปัจจุบัน ยอดขายของ T.S.T. Mercedes-Benz เน้นไปที่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ SUV รวมถึงรุ่น C-Class, E-Class, และ S-Class ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
สู่การเป็นผู้จำหน่าย Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการ
สาขาบ้านโป่งของ T.S.T. Mercedes-Benz กำลังอยู่ในขั้นตอนการประเมินเพื่อเป็นผู้จำหน่าย Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการ ซึ่งหากผ่านการอนุมัติ จะต้องมีการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งทีมที่ปรึกษาการขาย และทีมช่างเทคนิค เพื่อรองรับรถยนต์สมรรถนะสูงจาก AMG
“การเป็นผู้จำหน่าย Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการ จะเป็นการยกระดับมาตรฐานของ T.S.T. Mercedes-Benz ให้สูงขึ้นไปอีกระดับ” คุณเสกสรรกล่าวทิ้งท้าย “เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเราเสมอ”
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
บริษัท ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ จำกัด
เลขที่ 95 หมู่ 5 ถ. ทรงพล ต. หนองอ้อ อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรี 70110
โทร. (032) 210-628-9
Mercedes-Benz S-Class W222 MY2018: นิยามใหม่แห่งสุดยอดยนตรกรรมและความปลอดภัย
เมื่อเอ่ยถึง “S-Class” ยนตรกรรมเรือธงของค่ายดาวสามแฉก ชื่อนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความปลอดภัยสูงสุด S-Class ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือการนิยามมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทุกยุคสมัย
หากนับย้อนกลับไป S-Class มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มตั้งแต่ปี 1954 แต่หากนับเฉพาะชื่อ S-Class เจเนอเรชันแรกคือ W116 ในปี 1972 และเจเนอเรชันปัจจุบัน W222 ถือเป็นลำดับที่ 6 ในตระกูลสูงสุดนี้ S-Class ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์เสมอ โดยทุกนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากฝ่ายวิจัย มักจะถูกนำมาใช้กับ S-Class เป็นรุ่นแรก
โมเดลล่าสุดที่เปิดตัวในปี 2014 ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ หรือที่เรียกว่า “ไมเนอร์เชนจ์” ในรหัส MY2018 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกลับมาของเครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทย ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความอเนกประสงค์และความใส่ใจในทุกความต้องการของลูกค้า
นวัตกรรมแห่งความปลอดภัยที่เหนือชั้น
สำหรับรุ่นไมเนอร์เชนจ์ในประเทศไทย S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง เทอร์โบคู่ อันทรงพลัง พร้อมระบบวาล์วแปรผันเป็นครั้งแรก เสื้อสูบอะลูมิเนียมที่ได้รับการปรับปรุงด้วยเทคโนโลยี Nanoslide พิกัดความจุ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อม Gearshift Paddles อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.0 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เมอร์เซเดส-เบนซ์ เคลมว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้ประหยัดน้ำมันขึ้นและปล่อยไอเสียต่ำลง ด้วยระบบ EGR และวาล์วแปรผัน
S 350 d ในรุ่นนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นำ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driver Assistance Systems) มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสะท้อนการก้าวไปสู่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยมีการเพิ่มระบบช่วยเบรก, ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) และที่สำคัญคือ ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE®) พร้อมระบบมาตรฐานความปลอดภัยอื่นๆ ที่ครบครัน
การปรับปรุงรูปลักษณ์ที่เฉียบคม
ภายนอกของ MY2018 มีการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ชัดเจน ได้แก่ ชุดกระจังหน้า, กันชนหน้า, และไฟหน้าแบบ Multibeam LED พร้อมเส้นสายไฟ 3 เส้น ส่องสว่างดุจคบเพลิง ส่วนไฟท้ายยังคงรูปทรงเดิม แต่มีการปรับดีไซน์ของดวงไฟใหม่เป็นแบบ Fiber Optic ให้ความสว่างและคมชัดยิ่งขึ้น
ภายในที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของความสบาย
สำหรับภายในห้องโดยสาร ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำ Energizing comfort control มาใช้ ระบบนี้เป็นการผสานการทำงานของระบบปรับอากาศ, เครื่องเสียง, และแสงไฟภายในห้องโดยสาร เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศที่สอดคล้องกับการขับขี่
เบาะนั่งคู่หน้าและหลังหุ้มหนัง Exclusive Nappa เย็บลาย Diamond Design สามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำ และฟังก์ชั่นอุ่น/ระบายอากาศ เบาะหน้าสามารถเลื่อนไปหน้าได้อีก 4 ซม. และขึ้นบนอีก 3.7 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่บริเวณห้องโดยสารด้านหลังให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
โดยรวมแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนมากกว่า 6,500 ชิ้นในรุ่นปรับปรุงใหม่นี้ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ความนุ่มนวลเหนือระดับเพื่อผู้โดยสาร
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ S-Class MY2018 มอบประสบการณ์ที่หรูหราอย่างสมบูรณ์แบบ แสง สี กลิ่น และฟังก์ชันต่างๆ ที่มากมายเกินกว่าจะสำรวจได้หมดในเวลาอันสั้น พวงมาลัยให้สัมผัสที่กระชับมือ น้ำหนักเบา ขับง่าย ทัศนวิสัยรอบคันชัดเจน แม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่ แต่กลับให้ความรู้สึกคล่องตัวในการขับขี่ในสภาพการจราจรที่หนาแน่น
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ดีที่สุดของ S-Class ยังคงเป็นการนั่งอยู่เบาะหลัง โดยเฉพาะฝั่งซ้ายมือ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้โดยสารคนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเบาะปรับเอน, ที่รองขาปรับระดับพร้อมที่รองเท้า
ความนุ่มนวลของการขับขี่ต้องยกความดีความชอบให้กับ ระบบช่วงล่างแบบถุงลม (AIRMATIC) ซึ่งให้ความนุ่มนวลและสามารถปรับระดับได้ แต่หากเกิดการชำรุด การซ่อมแซมจะมีค่าใช้จ่ายสูงตามราคาตัวรถ
สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาวะ
การทดลองขับขี่ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด แสดงให้เห็นถึงอัตราเร่งที่ดี ไม่มีอาการอืดอาด แม้จะเป็นรถขนาดใหญ่ เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นนี้ให้กำลังที่เหมาะสม จังหวะเร่งแซงทำได้อย่างสบายๆ อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 14 กม./ลิตร สำหรับระยะทาง 290 กม. ถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับรถดีเซล
ประเด็นด้านความปลอดภัยที่น่าพิจารณา
ในระหว่างการทดสอบ ผู้เขียนได้พบกับเหตุการณ์ที่ระบบความปลอดภัยของรถทำงานอย่างฉับพลันจนต้อง “เบรกหัวทิ่ม” เนื่องจากมีรถจักรยานยนต์ขับตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด รถ S-Class ได้ทำการเบรกอย่างรุนแรงจนหยุดนิ่งทันที คาดว่าน่าจะเป็นการทำงานของระบบเสริมความปลอดภัยบางอย่างที่ติดตั้งไว้ แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ใช่ความบกพร่องของระบบ แต่เป็นประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับ “ความรับผิด” ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อรถใช้งานในโหมดขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังมีการถกเถียงกันในระดับโลก
เหมาะสำหรับใคร?
สำหรับสาวกแห่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ S-Class คือที่สุดของหัวใจ และสำหรับผู้ที่เคยใช้งาน S-Class รุ่นก่อนหน้า บุคลิกในการขับขี่ยังคงเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือระบบอำนวยความสะดวกที่อัดแน่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการยกระดับความสบายให้กับผู้โดยสารเบาะหลัง
สรุป: Mercedes-Benz S-Class MY2018 คือสุดยอดยนตรกรรมที่ผสานความหรูหรา นวัตกรรมเทคโนโลยี และความปลอดภัยระดับสูงสุดเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการที่สุดของประสบการณ์การขับขี่และการโดยสาร
เปิดศักราชใหม่แห่งสปอร์ตหรู: Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe สู่ตลาดไทย
ในยุคที่รถยนต์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตู กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่พลาดที่จะนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมที่ผสานสมรรถนะอันเร้าใจเข้ากับความหรูหราสง่างาม โดย Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe คือการนิยามนิยามใหม่ของรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ 2 ประตูอีกต่อไป
ดีไซน์ที่สะกดทุกสายตา
Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe ได้รับการออกแบบภายใต้ปรัชญา “Sensual Purity” ของ Mercedes-Benz ที่เน้นเส้นสายที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สะท้อนถึงความสง่างามและสมรรถนะอันดุดัน ด้านหน้าของรถโดดเด่นด้วยกระจังหน้า Panamericana อันเป็นเอกลักษณ์ของ AMG พร้อมช่องรับลมขนาดใหญ่ที่ช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เส้นสายด้านข้างมีความลู่ลม สะท้อนหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง พร้อมด้วยล้ออัลลอยขนาดใหญ่ที่เสริมภาพลักษณ์สปอร์ตให้สมบูรณ์แบบ
ส่วนท้ายของรถมีความลาดเอียงสไตล์คูเป้ พร้อมด้วยสปอยเลอร์หลังแบบแอคทีฟที่สามารถปรับระดับได้ตามความเร็วและโหมดการขับขี่ ไฟท้าย LED ดีไซน์เฉียบคม เสริมด้วยท่อไอเสียคู่ขนาดใหญ่ สะท้อนถึงพละกำลังที่ซ่อนอยู่ภายใน
ขุมพลังที่เร้าใจสไตล์ AMG
หัวใจหลักของ Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe คือเครื่องยนต์ V8 Biturbo ขนาด 4.0 ลิตร ที่มาพร้อมเทคโนโลยี “Hot inside V” ซึ่งหมายถึงการวางเทอร์โบชาร์จเจอร์ไว้ภายใน V-shape ของเครื่องยนต์ เพื่อลดระยะทางเดินไอเสีย ทำให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ทำได้รวดเร็วและทรงพลังยิ่งขึ้น
รุ่นที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยคือ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupe ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จเจอร์ พร้อมระบบ EQ Boost (Mild Hybrid) ให้กำลังสูงสุด 435 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตร ควบคู่กับระบบ EQ Boost ที่ให้กำลังเสริมอีก 22 แรงม้า และแรงบิดอีก 250 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT TCT 9 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AMG Performance 4MATIC+ ที่สามารถกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้าและหลังได้อย่างอิสระ เพื่อสมรรถนะการยึดเกาะถนนสูงสุด
นอกจากนี้ ยังมีรุ่น Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupe ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 Biturbo 4.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 639 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 900 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่เคยติดตั้งในรถยนต์รุ่นโปรดักชั่นของ AMG
ภายในห้องโดยสาร: การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหราและสปอร์ต
ห้องโดยสารของ Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ โดยผสานความหรูหราแบบรถยนต์ซีดานระดับพรีเมียม เข้ากับความเป็นสปอร์ตที่เข้มข้น เบาะนั่งสปอร์ต AMG หุ้มด้วยหนัง Nappa พร้อมการเย็บตะเข็บที่ละเอียดประณีต ให้การรองรับสรีระที่ดีเยี่ยมขณะเข้าโค้ง
พวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel แบบสปอร์ต พร้อมปุ่มควบคุม AMG DRIVE UNIT ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่, ปรับตั้งค่าช่วงล่าง, และระบบ ESP ได้อย่างง่ายดาย
หน้าจอแสดงผลแบบ Widescreen Cockpit ขนาดใหญ่ 2 จอ แสดงข้อมูลการขับขี่, ระบบนำทาง, และระบบความบันเทิงได้อย่างครบครัน ควบคุมง่ายด้วย Touchpad และปุ่มสัมผัสบนพวงมาลัย
เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย อาทิ:
AMG RIDE CONTROL+ Suspension: ระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับและความแข็งอ่อนได้ตามโหมดการขับขี่
AMG DYNAMIC SELECT: โหมดการขับขี่ 6 โหมด (Slippery, Comfort, Sport, Sport+, Race, Individual) ที่ปรับการทำงานของเครื่องยนต์, เกียร์, ช่วงล่าง, และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ
AMG TRACK PACE: ระบบบันทึกข้อมูลการขับขี่ในสนามแข่ง พร้อมวิเคราะห์สมรรถนะ
ระบบช่วยเหลือการขับขี่: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (DISTRONIC), ระบบช่วยรักษาช่องทาง (Active Lane Keeping Assist), ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) และอื่นๆ อีกมากมาย
ราคาและการเปิดตัวในประเทศไทย
Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง การปรากฏตัวของรุ่นนี้ในประเทศไทย ถือเป็นการเติมเต็มทางเลือกให้กับผู้ที่มองหารถยนต์ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการ ทั้งในด้านสมรรถนะที่เร้าใจ ความหรูหรา และความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความสำเร็จ และต้องการสัมผัสกับสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ของ AMG อย่ารอช้า! เชิญเข้ามาสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับ Mercedes-AMG GT 4-Door Coupe ได้ที่โชว์รูมเมอร์เซเดส-เบนซ์ใกล้บ้านคุณ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาและนัดหมายทดลองขับ เพื่อค้นหาว่าทำไมรถยนต์คันนี้จึงเป็นนิยามใหม่แห่งสปอร์ตหรูที่คุณคู่ควร