![N0104114 เบ องหล งความเลวของคนรวย [ตอนจบ] #ละครส นหน งส นสะท อนส งคม #หน งส นต องมนต #หน งใหม นต องมนต part2](https://filmth1.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260323_140318.jpg)
เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม: นิยามใหม่แห่งสมรรถนะการแข่งขันและความหรูหราเหนือกาลเวลา
ในโลกของมอเตอร์สปอร์ตที่การแข่งขันอันดุเดือดคือหัวใจสำคัญ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้พิสูจน์ตัวเองมาอย่างยาวนานในฐานะผู้บุกเบิกและผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทีการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ทรงเกียรติอย่าง DTM (Deutsche Tourenwagen Masters) ซึ่งเป็นสนามทดสอบสมรรถนะอันเข้มข้นของยนตรกรรมระดับโลก ล่าสุด การกลับมาของรถแข่งในตระกูล C-Class ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสานต่อตำนาน แต่คือการยกระดับมาตรฐานใหม่ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม ที่พัฒนาขึ้นอย่างเหนือชั้น บนพื้นฐานของสุดยอดรถสปอร์ตซีดานอย่าง Mercedes-AMG C63 ซึ่งเตรียมลงสนามสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฤดูกาล 2016 และต่อๆ ไป
อูลลิค ฟริตซ์ ประธานกรรมการของ Mercedes-AMG DTM กล่าวเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์เบื้องหลังการพัฒนารถแข่งรุ่นนี้ว่า “Mercedes-AMG C63 ไม่เพียงแต่จะสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและการออกแบบที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังมอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการพัฒนารถแข่ง DTM ของเรา ผมเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้เห็น Mercedes-AMG C63 DTM ลงสนามแข่งขันในปี 2016 เป้าหมายของเราชัดเจน คือการสานต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ C-Class เคยสร้างไว้ในประวัติศาสตร์การแข่งขัน DTM ที่ผ่านมา”
เบื้องหลังความสำเร็จ: มรดกแห่งชัยชนะใน DTM
การกล่าวถึง C-Class ในบริบทของ DTM ย่อมไม่สามารถมองข้ามสถิติอันน่าทึ่งที่ผ่านมาได้ รถแข่ง C-Class รุ่นก่อนๆ ได้ฝากผลงานการแข่งขันอันทรงคุณค่าไว้มากมาย โดยสามารถคว้าชัยชนะไปถึง 85 ครั้ง จากการแข่งขันทั้งหมด 159 เรซ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพทางวิศวกรรมและความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการพัฒนายานยนต์เพื่อการแข่งขันระดับสูง การกลับมาของ Mercedes-AMG C63 DTM ในครั้งนี้ จึงมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงลิ่วจากแฟนๆ และผู้ที่ชื่นชอบในกีฬามอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก
Mercedes-Maybach S 500: นิยามใหม่ของ “ที่สุด” แห่งยนตรกรรมหรู
นอกเหนือจากการทะยานสู่สังเวียนการแข่งขันแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัว Mercedes-Maybach S 500 ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์แห่งความหรูหราไปสู่อีกขั้นที่ไร้ขีดจำกัด ยนตรกรรมคันนี้ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ แต่คือสัญลักษณ์ของความสำเร็จ สถานะ และรสนิยมอันเลิศหรู
ดีไซน์ภายนอก: สง่างามเหนือกาลเวลา
Mercedes-Maybach S 500 ยังคงเอกลักษณ์ความหรูหราสง่างามแบบ S-Class เอาไว้อย่างครบถ้วน การออกแบบบริเวณด้านหน้ายังคงสะท้อนถึง DNA ของแบรนด์ ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยโลโก้ดาวสามแฉกอันเป็นเอกลักษณ์ เสริมด้วยเส้นสายโครเมียมที่ฝากระโปรงหน้าและชายกันชน สร้างความโดดเด่นและเสริมภาพลักษณ์ที่เหนือระดับ
ความแตกต่างที่ชัดเจนคือขนาดตัวถังที่ยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีความยาวรวมประมาณ 5,453 มิลลิเมตร (ยาวกว่า S-Class ปกติถึง 207 มิลลิเมตร) และระยะฐานล้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 3,365 มิลลิเมตร (ยาวกว่า S-Class ปกติถึง 200 มิลลิเมตร) การปรับเปลี่ยนขนาดนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความสง่างามทางสายตา แต่ยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารอย่างมหาศาล โดยเฉพาะสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
รายละเอียดภายนอกที่เสริมความหรูหรา ได้แก่ กระจกหน้าต่างสีเขียวพร้อมกระจกนิรภัยรอบคัน, ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System พร้อมฟังก์ชั่น Active Light System ที่ส่องสว่างได้อย่างแม่นยำ, ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยี Fiber-Optic ที่มอบความระยิบระยับ, ปลายท่อไอเสียคู่, ล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง Run-flat tyres และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร การปิดท้ายความสมบูรณ์แบบคือโลโก้ “Maybach” อันเป็นเอกลักษณ์ที่ประทับอยู่บนฝากระโปรงหลัง
ดีไซน์ภายใน: สุนทรียภาพแห่งความสบายระดับ First Class
ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Maybach S 500 คือการหลุดเข้าสู่โลกแห่งความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความเงียบสงัดที่ยากจะหาคำเปรียบเปรย การออกแบบภายในยังคงเน้นการผสมผสานความหรูหรา ความนุ่มนวลขณะขับขี่ และความกว้างขวางเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
เบาะนั่งทุกตำแหน่งได้รับการตกแต่งด้วยหนัง Nappa คุณภาพสูง พร้อมการตัดเย็บลายแบบ Diamond Design ที่สะท้อนถึงความประณีตในทุกรายละเอียด คอนโซลหน้าและแผงประตูส่วนบนหุ้มด้วยหนัง Nappa เช่นเดียวกัน เพิ่มเติมด้วยผ้าหลังคาและแผงบังแดดหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfibre ที่ให้สัมผัสอ่อนนุ่ม นาฬิกาแบบอนาล็อก IWC Design ที่ประดับอยู่กลางคอนโซล สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สร้างความแตกต่าง
ระบบมัลติมีเดียอันล้ำสมัยได้รับการติดตั้งอย่างเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็นระบบ COMAND Online ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและระบบนำทาง พร้อมรีโมทควบคุมสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง, เครื่องเล่น DVD Changer 6 แผ่น, ระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC (รองรับภาษาอังกฤษ), ระบบเครื่องเสียง Burmester® High-End 3D Surround Sound System ที่มอบประสบการณ์เสียงโอบล้อมอันทรงพลัง, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบแสดงผลข้อมูลบนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display) และระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลังพร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง
ประสบการณ์ผู้โดยสารตอนหลัง: ที่สุดแห่งความผ่อนคลาย
สำหรับ Mercedes-Maybach S 500 หัวใจสำคัญอยู่ที่ประสบการณ์ของผู้โดยสารด้านหลัง ด้วยการเพิ่มความยาวตัวถังและระยะฐานล้อ ทำให้เกิดพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังริมหน้าต่างมาพร้อมฟังก์ชั่นอุ่นเบาะและระบายอากาศ สามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ เบาะผู้โดยสารด้านหน้ายังสามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าได้มากกว่าปกติถึง 4 เซนติเมตร และเลื่อนขึ้นด้านบนอีก 3.7 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่บริเวณเบาะหลังให้มากยิ่งขึ้น
เบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังได้รับการออกแบบให้เป็นแบบ Multi-Contour ที่มาพร้อมระบบที่นั่งแบบ First Class และโต๊ะทำงานแบบพับเก็บได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายสูงสุดตลอดการเดินทาง ฟังก์ชั่นนวด ENERGIZING สำหรับเบาะหลัง เลียนแบบการนวดด้วยหินร้อน สามารถเลือกโปรแกรมนวดได้ถึง 6 รูปแบบ ได้แก่ Hot Relaxing Massage Back, Hot Relaxing Massage Shoulder, Activating Massage, Classic Massage, Mobilizing Massage และ Workout
เพื่อเติมเต็มประสบการณ์แห่งความสะดวกสบาย ยังมีที่รองขาปรับระดับสำหรับผู้โดยสารด้านหลังซ้าย-ขวา, ตู้เย็นภายในรถยนต์, ม่านบังแดดประตูหลังซ้าย-ขวา และด้านหลังที่ปรับด้วยระบบไฟฟ้า, ระบบปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร, ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบแยกส่วนหน้า-หลัง และไฟเรืองแสง Ambient Lighting ที่สามารถปรับเปลี่ยนสีได้ถึง 7 สี และระดับความเข้มได้ 5 ระดับ เพื่อสร้างบรรยากาศที่หลากหลายตามต้องการ
เทคโนโลยี AIR-BALANCE: สัมผัสแห่งความหอมสดชื่น
Mercedes-Maybach S 500 ยังมาพร้อมกับระบบ Active Perfuming System ใน AIR-BALANCE Package ที่ช่วยสร้างสรรค์บรรยากาศภายในห้องโดยสารให้สดชื่นและรื่นรมย์ยิ่งขึ้น ด้วยการปล่อยกลิ่นหอมคุณภาพสูงที่สามารถปรับระดับความหอมได้ตามความต้องการ มีให้เลือก 4 กลิ่น ได้แก่ FREESIDE MOOD, NIGHTLIFE MOOD, DOWNTOWN MOOD และ SPORTS MOOD พร้อมกลิ่นพิเศษสำหรับ Maybach โดยเฉพาะ คือ AGARWOOD
ระบบความปลอดภัย: เกราะป้องกันอัจฉริยะ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุดเสมอมา Mercedes-Maybach S 500 จึงมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ อาทิ:
ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE System และ PRE-SAFE Impulse System: พร้อมด้วย PRE-SAFE Rear System สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ที่ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบถุงลม เพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
ถุงลมนิรภัย: ครอบคลุมทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าและด้านข้างสำหรับผู้โดยสารคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง
ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESP): พร้อม Curve Dynamic Assist ช่วยการทรงตัวขณะเร่งแซงทางโค้ง และ Crosswind Assist ช่วยรักษาสมดุลรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง
ระบบเบรก: ประกอบด้วย Brake Assist (BAS), ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-start Assist, Adaptive Brake Lights ระบบไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน, Anti-lock Braking System (ABS) และ Acceleration Skid Control (ASR)
ระบบอื่นๆ: สัญญาณกันขโมย, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), ระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ (AIRMATIC), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tyre Pressure Monitoring System), ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist), MAGIC VISION CONTROL ระบบฉีดน้ำกระจกบังลมหน้าบริเวณใบปัดน้ำฝน, Night View Assist ระบบช่วยการมองเห็นยามค่ำคืน, Adaptive Highbeam Assist Plus ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ, MAGIC BODY CONTROL ช่วงล่างอัจฉริยะ และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง
ขุมพลัง: ประสิทธิภาพที่ลงตัว
Mercedes-Maybach S 500 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4,663 ซีซี พละกำลังสูงสุด 455 แรงม้า ที่ 5,250-5,550 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,800-3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลา 5.0 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. (จำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์)
Mercedes-Benz S-Class Facelift: การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง
สำหรับตระกูล S-Class ซึ่งเป็นรถยนต์ธงของเมอร์เซเดส-เบนซ์ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องคือสิ่งที่พิสูจน์ความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรู รถยนต์รุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ (Facelift) ใน MY2018 ซึ่งเป็นการกลับมาทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ดีเซลอีกครั้งในประเทศไทย
S 350 d: นิยามใหม่ของความปลอดภัยและประสิทธิภาพ
S 350 d มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง เทอร์โบคู่ ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมระบบวาล์วแปรผันเป็นครั้งแรก เสื้อสูบใช้อลูมิเนียมพร้อมเทคโนโลยี Nanoslide ที่ช่วยลดการสึกหรอ
เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อม Paddle Shift อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ เคลมว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นและปล่อยไอเสียลดลง ด้วยเทคโนโลยี EGR และระบบวาล์วแปรผัน
ระบบช่วยเหลือการขับขี่: ก้าวสู่ยุคอัตโนมัติ
S 350 d เป็นรุ่นแรกที่นำระบบช่วยเหลือการขับขี่มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาก้าวไปสู่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยมีการเพิ่มระบบช่วยเบรก, ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ และระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE) นอกจากนี้ ระบบมาตรฐานความปลอดภัยอื่นๆ ยังคงครบครันเช่นเดิม
ดีไซน์ภายนอก: ความทันสมัยที่สื่อสารผ่านเส้นสาย
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนภายนอก ได้แก่ ชุดกระจังหน้า, กันชนหน้า และโคมไฟหน้าแบบ Multibeam LED พร้อมเส้นสายไฟ 3 เส้น ที่ให้ความรู้สึกดุดันและล้ำสมัย โคมไฟท้ายยังคงรูปทรงเดิม แต่มีการปรับดีไซน์ของดวงไฟใหม่เป็นแบบ Fiber-Optic ที่ให้ความสดใสและชัดเจนมากขึ้น
ภายใน: สุนทรียภาพแห่งการสัมผัส
สำหรับอุปกรณ์ภายใน S-Class Facelift เป็นครั้งแรกของโลกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำระบบ Energizing Comfort Control มาใช้ ซึ่งเป็นการผสานการทำงานของระบบปรับอากาศ, เครื่องเสียง, และแสงไฟภายในห้องโดยสาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการขับขี่
เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังหุ้มด้วยหนัง Exclusive Nappa ตัดเย็บลาย Diamond Design สามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ และมีฟังก์ชั่นอุ่นเบาะและระบายอากาศ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าได้อีก 4 เซนติเมตร และเลื่อนขึ้นด้านบนอีก 3.7 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่บริเวณห้องโดยสารด้านหลัง
ประสบการณ์การขับขี่: ความนุ่มนวลที่มาพร้อมกับความมั่นใจ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ S-Class ยังคงมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ ด้วยความหรูหรา อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย และความเงียบสงัดภายในห้องโดยสาร การควบคุมพวงมาลัยที่กระชับมือ น้ำหนักเบาขับง่าย ทำให้การขับขี่ในเมืองที่การจราจรหนาแน่นเป็นไปอย่างสะดวกสบาย ทัศนวิสัยรอบคันชัดเจน แม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่ แต่กลับไม่รู้สึกว่าเทอะทะ
ความสบายที่แท้จริงของ S-Class จะสัมผัสได้อย่างเต็มที่เมื่อได้นั่งเบาะหลังด้านซ้าย ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นเบาะปรับเอนได้, ที่รองขาแบบปรับระดับได้พร้อมที่รองเท้า การผสมผสานระหว่างความนุ่มนวลของช่วงล่างแบบถุงลม (AIRMATIC) กับสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซลที่ให้กำลังเพียงพอสำหรับการเร่งแซง ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจ
การปรับปรุงที่ครอบคลุม: สู่ความสมบูรณ์แบบ
ทีมวิศวกรผู้พัฒนา S-Class ได้ระบุว่า มีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนมากกว่า 6,500 ชิ้นสำหรับรุ่นปรับปรุงใหม่นี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
T.S.T. Mercedes-Benz: ความสำเร็จที่ขับเคลื่อนด้วยความพึงพอใจของลูกค้า
T.S.T. Mercedes-Benz โดย คุณเสกสรร ตั้งสัจจธรรม กรรมการผู้จัดการ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม และการให้ความสำคัญสูงสุดกับความพึงพอใจของลูกค้า โดยสาขาบ้านโป่งและหัวหิน ได้รับรางวัล CSI “ผู้จำหน่ายดีเด่น ด้านการสร้างความพึงพอใจสูงสุดต่อประสบการณ์การซื้อ ประจำปี 2560”
คุณเสกสรรกล่าวถึงความภาคภูมิใจในการได้รับรางวัลนี้ว่า “เราเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ CSI ด้านโชว์รูมและการขายประจำปี 2017 เป็นรางวัลความพึงพอใจจากลูกค้า ซึ่งเราภาคภูมิใจมาก เป็นความพยายามที่เราทุ่มเทเพื่อบริการลูกค้าให้ดีที่สุด” รางวัลนี้เคยได้รับในปี 2008 เช่นเดียวกับรางวัลชนะเลิศด้านบริการหลังการขาย ที่ได้รับติดต่อกัน 3 ปี (2008-2010) ส่วนสาขาหัวหินก็เพิ่งได้รับรางวัลนี้เป็นครั้งแรกหลังจากเปิดมาประมาณ 4 ปี
การปรับปรุงและพัฒนา: ก้าวสู่มาตรฐานใหม่
T.S.T. Mercedes-Benz ได้มีการปรับปรุงภายในโชว์รูมทั้งหมด เพื่อรองรับการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายห้องพักรับรองลูกค้า, ห้องส่งมอบรถ และโชว์รูม โดยใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของเมอร์เซเดส-เบนซ์
เป้าหมายยอดขายและการเติบโต: มุ่งมั่นสู่ความเป็นหนึ่ง
สำหรับเป้าหมายยอดขายในปี 2561 T.S.T. Mercedes-Benz ตั้งไว้ประมาณ 250 คันสำหรับสาขาบ้านโป่ง และอีกประมาณ 120-150 คันสำหรับสาขาหัวหิน ซึ่งเป็นการเติบโตประมาณ 20% จากปี 2560 การเติบโตนี้เกิดจากการดูแลลูกค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่ ทีมฝ่ายขายที่แข็งแกร่ง และบริการที่จริงใจ
กลยุทธ์การตลาด: การสื่อสารที่เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย
T.S.T. Mercedes-Benz ใช้สื่อหลากหลาย ทั้งดิจิทัลมีเดีย และอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับช่องทางดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการออกอีเวนท์ตามห้างสรรพสินค้าในท้องถิ่นต่างๆ การบอกต่อของลูกค้าและการมีฐานลูกค้าในพื้นที่มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หันมาเลือกใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพิ่มมากขึ้น
การยกระดับบริการ: รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ
ในยุคที่รถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มมีบทบาทมากขึ้น T.S.T. Mercedes-Benz ได้มีการพัฒนาโดยการติดตั้ง WALLBOX เพื่อให้บริการลูกค้าที่ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด สามารถแวะมาชาร์จแบตเตอรี่ได้ที่โชว์รูมโดยไม่คิดค่าบริการ นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มจำนวนพนักงาน และส่งพนักงานไปอบรมหาความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะช่างที่ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตร MBTH เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์
รุ่นรถที่ขายดี: ความนิยมที่กระจายตัว
ยอดขายของ T.S.T. Mercedes-Benz เน้นไปที่รถยนต์กลุ่ม EV และ SUV ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น C-Class, E-Class, S-Class รวมถึงกลุ่มรถ SUV ที่เริ่มขายดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเป็นตัวแทนจำหน่าย Mercedes-AMG: ก้าวสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น
สาขาบ้านโป่งของ T.S.T. Mercedes-Benz อยู่ในขั้นตอน PENDING ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่าย Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการ ซึ่งหากผ่านการตรวจสอบความพร้อมทุกอย่าง จะเป็นการยกระดับมาตรฐานของ T.S.T. Mercedes-Benz ให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
อนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์: นวัตกรรมที่ไร้ขีดจำกัด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านรถยนต์ไฟฟ้าและการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งจะยังคงกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต
หากคุณกำลังมองหายนตรกรรมที่ผสมผสานสมรรถนะอันเหนือชั้น ความหรูหราเหนือกาลเวลา และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสประสบการณ์สุดยอดรถแข่ง เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี 63 ดีทีเอ็ม หรือการยกระดับชีวิตด้วย Mercedes-Maybach S 500 และ Mercedes-Benz S-Class ที่เปรียบเสมือน “ที่สุด” แห่งยานยนต์.
ติดต่อเราวันนี้ เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่จะเปลี่ยนนิยามของการขับขี่ของคุณไปตลอดกาล