
เมอร์เซเดส-เบนซ์: ก้าวสู่ “Vision of the Beyond” สัมผัสอนาคตยานยนต์ที่เหนือกว่า ณ Motor Expo 2022
ในโลกแห่งยนตรกรรมที่หมุนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับพรีเมียม ยังคงยืนหยัดในการกำหนดทิศทางและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอยู่เสมอ ครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เตรียมตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการนำเสนอประสบการณ์สุดล้ำภายใต้คอนเซ็ปต์ “Vision of the Beyond” ณ งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 (Motor Expo 2022) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี การปรากฏตัวของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการเชิญชวนทุกท่านก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งที่เคยมีมา สู่โลกยานยนต์แห่งอนาคตที่ผสานเทคโนโลยี ความหรูหรา และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
นิยามใหม่ของบูธจัดแสดง: บูธแห่งประสบการณ์เชิงโต้ตอบ
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ในการออกแบบบูธจัดแสดงรถยนต์ โดยก้าวข้ามรูปแบบเดิมๆ สู่ประสบการณ์เชิงโต้ตอบที่เหนือระดับ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Vision of the Beyond” ไฮไลท์สำคัญที่สร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด คือการนำเสนอ “ดิจิทัลไกด์” ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ที่พร้อมให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุมทุกแง่มุมของรถยนต์ โดยไม่จำกัดเพศหรือบทบาท ทำให้การค้นหาข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นส่วนตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์ภายในบูธจะถูกยกระดับด้วยการนำเทคโนโลยี AI Artist มาผสานเข้ากับการสร้างสรรค์ภาพโลกอนาคต หากคุณได้ลงทะเบียนล่วงหน้าและแบ่งปัน “ภาพโลกอนาคตในแบบของคุณ” ระบบ AI จะนำคำตอบเหล่านั้นไปสร้างเป็นภาพดิจิทัลอันน่าทึ่ง พร้อมจัดแสดงบนจอขนาดยักษ์ภายในงาน ให้คุณได้สัมผัสถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างแท้จริง นี่คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีสุดล้ำและความเป็นส่วนบุคคล เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผู้เข้าชมทุกท่าน
เปิดมิติใหม่แห่งยนตรกรรม: สัมผัสอนาคตผ่าน 3 วิสัยทัศน์หลัก
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอรถยนต์ไฮไลท์ 3 รุ่น ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของ “Vision of the Beyond” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการขับเคลื่อนอนาคตแห่งยานยนต์
Vision of Innovation: ก้าวแห่งนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
นี่คือการปฏิวัติวงการยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยการนำเสนอ “EQS 500 4MATIC AMG Premium” ยานยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ประกอบในประเทศอย่างเป็นทางการคันแรก นี่ไม่ใช่เพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่คือศูนย์รวมแห่งเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด การออกแบบที่ล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน โครงสร้างวิศวกรรมที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดเพื่อยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ EQS 500 4MATIC AMG Premium มาพร้อมขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ แบตเตอรี่ขนาด 108.4 kWh ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.8 วินาที และพิสัยการขับขี่สูงสุดถึง 702 กิโลเมตร (WLTP) ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการบุกเบิกและสร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
Vision of Performance: สุดยอดสมรรถนะตามแบบฉบับ AMG
สำหรับผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะและความเร้าใจ “Mercedes-AMG SL 43” เวอร์ชันใหม่ของรถสปอร์ตในตำนาน คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ รถยนต์รุ่นนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น ด้วยเครื่องยนต์ AMG แบบ One Man, One Engine ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ พร้อมเทอร์โบชาร์จ ให้พละกำลังสูงสุด 381 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร การออกแบบภายนอกผสมผสานเอกลักษณ์ความสปอร์ตและความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับมอเตอร์สปอร์ต 2 ประตู พร้อมระบบ MBUX เจเนอเรชันล่าสุด เพื่อให้ทุกการเดินทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความเร้าใจและสุนทรียภาพ
Vision of Sustainability: ความยั่งยืนที่มาพร้อมประสิทธิภาพ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม จึงได้พัฒนาระบบปลั๊กอินไฮบริดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด “Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” คือตัวแทนของวิสัยทัศน์นี้ ด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 1,999 ซีซี ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 25.4 kWh เจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังรวมสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิดรวม 550 นิวตันเมตร สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดขณะขับขี่ด้วยไฟฟ้าได้ถึง 140 กม./ชม. การออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหรา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ลดการเผาผลาญเชื้อเพลิง เป็นมิตรต่อโลก โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการขับขี่
เจาะลึกนวัตกรรมและราคา: ข้อมูลเชิงลึกสำหรับผู้สนใจ
เพื่อให้ข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับผู้ที่สนใจในยานยนต์พรีเมียม เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดเผยรายละเอียดของรถยนต์ไฮไลท์ ดังนี้:
Mercedes-Benz EQS 500 4MATIC AMG Premium: ยานยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ผลิตในประเทศไทย ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 7,900,000 บาท นี่คือการลงทุนในอนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
Mercedes-AMG SL 43: รถสปอร์ตในตำนานที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ด้วยราคาเริ่มต้น 11,700,000 บาท เป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะอันทรงพลัง และความหรูหราตามแบบฉบับ AMG สำหรับนักขับตัวจริง
Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic: ยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดในตระกูล C-Class ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม ด้วยราคา 3,350,000 บาท เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน ขับขี่ได้ไกลด้วยพลังงานไฟฟ้า และยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะและความสะดวกสบาย
ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือประสบการณ์: ยกระดับการเยี่ยมชมบูธ
ประสบการณ์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำเสนอในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตัวรถยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสรรค์บูธที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและปฏิสัมพันธ์ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการสร้างสรรค์ภาพโลกอนาคตตามจินตนาการของผู้เข้าร่วมงาน ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้า ยังมีโอกาสลุ้นรับสิทธิ์พิเศษในการเดินทางมายังงานด้วยรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ และการทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้าภายในงาน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดมลพิษแล้ว ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสสมรรถนะของยานยนต์แห่งอนาคตอย่างแท้จริง
เมอร์เซเดส-เบนซ์: ผู้นำเทรนด์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการเป็นผู้กำหนดเทรนด์ใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเสมอมา การนำเสนอ “ดิจิทัลไกด์” ที่ไม่จำกัดเพศ และการใช้เทคโนโลยี AI Artist ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่บูธ ล้วนเป็นตัวอย่างของการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า นวัตกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับตัวตนและไลฟ์สไตล์ของตนเอง
สัมผัสอนาคต: นอกเหนือจากรถไฮไลท์
นอกเหนือจากรถยนต์ไฮไลท์ที่กล่าวมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้นำเสนอรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตระกูลยานยนต์หรู
Mercedes-Benz A-Class: กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กที่มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยวและเทคโนโลยีที่ทันสมัย A 200 Progressive และ A 200 AMG Dynamic นำเสนอทางเลือกที่แตกต่างกันในด้านชุดแต่งและอุปกรณ์เสริม โดยทั้งสองรุ่นย่อยมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลัง 163 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งที่น่าประทับใจ และการปล่อยไอเสียที่ต่ำ การตกแต่งภายในด้วยหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว สองจอ และระบบ MBUX ทำให้ A-Class เป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่มาพร้อมเทคโนโลยีระดับพรีเมียม
Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic: คอมแพ็คเอสยูวีเจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ได้รับการออกแบบให้มีความคล่องตัวและสปอร์ตมากขึ้น ด้วยขนาดตัวถังที่กะทัดรัด แต่ยังคงมอบพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง การออกแบบภายนอกที่ดูทันสมัย โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและไฟหน้า ขณะที่ส่วนท้ายที่กว้างขึ้นช่วยให้การจัดเก็บสัมภาระสะดวกยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยชุดแต่ง AMG Interior package และหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว สองจอเช่นเดียวกับ A-Class พร้อมระบบไฟ Ambient Light 64 สี ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัย
เมอร์เซเดส-เบนซ์: ไม่หวั่นไหวต่อเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย
แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงกลางปีถึงไตรมาสที่ 3 อาจไม่ใช่ช่วงเวลาขายที่คึกคักที่สุดเมื่อเทียบกับปลายปีและต้นปี แต่สำหรับกลุ่มรถยนต์ระดับหรูอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตลาดมักจะมีความแข็งแกร่งและสามารถยืนหยัดได้เหนือสภาวะเศรษฐกิจทั่วไป จากสถิติยอดขาย 7 เดือนแรกของปี 2559 (มกราคม-กรกฎาคม) เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย สามารถทำยอดขายได้ถึง 6,504 คัน เติบโต 8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสวนทางกับตลาดรถหรูโดยรวมที่มียอดขายลดลงเล็กน้อย
การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น “E-Class โฉมใหม่” (W213), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด “C-Class” และ “S-Class” รวมถึง SUV อย่าง “GLE-Class” ที่ผลิตในประเทศ ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเฉพาะ GLE 500e 4MATIC ที่มาพร้อมราคาเริ่มต้นที่น่าดึงดูด
เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด: ทางเลือกแห่งอนาคต
คุณไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดว่าเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยความสามารถในการขับขี่ในเมืองที่ปล่อยไอเสียต่ำ และไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จไฟเมื่อเดินทางออกนอกเมือง GLE 500e 4MATIC ถือเป็นการเติมเต็มกลุ่ม Mercedes-Benz electric Driving อย่างสมบูรณ์ หลังจากที่ได้นำเสนอ S 500e และ C 350e ไปก่อนหน้านี้
เมอร์เซเดส-เบนซ์ วางแผนที่จะนำเสนอรถยนต์ตระกูล electric Driving อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสู่การพัฒนารถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลย (Zero Emission) ภายในปี 2025
พลิกโฉมวงการรถสปอร์ต: กลุ่ม Dream Car ที่น่าจับตามอง
นอกเหนือจากรถยนต์กลุ่มหลัก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้เตรียมเปิดตัวรถยนต์ใหม่ถึง 4 รุ่น ในกลุ่ม Dream Car (รถสปอร์ตและรถสมรรถนะสูง) ซึ่งล้วนเป็นตัวถังเปิดประทุนที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจ
Mercedes-Benz SLC 300: โรดสเตอร์น้องเล็กที่เปลี่ยนชื่อจากการตลาดจาก SLK เป็น SLC เพื่อความชัดเจนของรุ่นรถ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 245 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.8 วินาที สนนราคา 3.99 ล้านบาท
Mercedes-AMG SLC 43: เสริมทัพความแรงด้วยรุ่น AMG ของ SLC มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V6 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 367 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.7 วินาที
Mercedes-Benz SL 400: โรดสเตอร์รุ่นใหญ่ มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 367 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.9 วินาที คาดว่าราคาขายจะอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านบาท
Mercedes-Benz S 500 Cabriolet: การกลับมาของ S-Class ในเวอร์ชันเปิดประทุน ที่แตกต่างจาก SL อย่างสิ้นเชิง นำเสนอความหรูหราและสมรรถนะสูงสุดในรูปแบบที่ไร้หลังคา
สัมผัสประสบการณ์แห่งอนาคตได้แล้ววันนี้
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขอเชิญชวนทุกท่านสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์แห่งอนาคตที่เหนือกว่า ณ บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ตั้งแต่วันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี อย่าพลาดโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่วิสัยทัศน์แห่งยนตรกรรมที่ไม่สิ้นสุด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่นได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อค้นหาข้อเสนอสุดพิเศษที่รอคุณอยู่.