
Mercedes-Benz: ยกระดับประสบการณ์การขับขี่สู่ยุคใหม่ พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและทิศทางธุรกิจที่ชัดเจน
ในโลกแห่งยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสร้างนิยามใหม่ของความหรูหรา สมรรถนะ และความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2016 ที่ได้สร้างความฮือฮาในงาน Motor Expo ด้วยการเปิดตัวยนตกรรมรุ่นใหม่หลากหลาย ที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและขุมพลังที่น่าประทับใจ วันนี้ ผมในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ จะพาคุณไปสำรวจวิวัฒนาการของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลและการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์โลกยานยนต์ยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
จากยนตรกรรมปี 2016 สู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ย้อนกลับไปในปี 2016 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการนำเสนอ Mercedes-Benz C-Class Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ซึ่งเป็นยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้ในกลุ่ม Dream Car ที่ผสมผสานความสปอร์ต ปราดเปรียว และความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะรุ่น C 250 Coupé Sport และ C 250 Coupé AMG Dynamic ที่มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว ภายในที่ดูเคร่งขรึม และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ, ระบบช่วยเบรก Active Brake Assist, ระบบ Pre-Safe® และระบบไฟหน้า Adaptive Highbeam Assist
ในด้านสมรรถนะ Mercedes-Benz C 250 Coupé ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กม./ชม. การเปิดตัวครั้งนั้นยังรวมถึง Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ซึ่งเป็นอีกก้าวของการตอบสนองผู้ที่ชื่นชอบความแรงของเครื่องยนต์สปอร์ต แต่ยังคงความหรูหราของ C-Class Coupé ด้วยเครื่องยนต์ V6 ที่ทรงพลังที่สุดในกลุ่ม พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC)
นอกจากนี้ ยังมี Mercedes-Benz C 300 Cabriolet AMG Dynamic พร้อมหลังคาซอฟต์ท็อป และ Mercedes-Benz CLA-Class ทั้งรุ่น CLA 200 Urban และ CLA 250 AMG Dynamic ที่นำเสนอดีไซน์อันโดดเด่นและสมรรถนะที่เร้าใจ ปิดท้ายด้วย Mercedes-Benz E-Class Estate ที่ผสานความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมชุดแต่ง AMG, ไฟเรืองแสง Ambient Light 64 สี และระบบเครื่องเสียง Burmester® อันเป็นเอกลักษณ์
ย้อนกลับไปอีกรุ่นที่สร้างความประทับใจคือ Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupé ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า ผสานกับชุดแต่ง AMG, ล้ออัลลอย AMG 5 ก้านคู่ ขนาด 22 นิ้ว และระบบช่วงล่างแบบถุงลมพร้อมระบบควบคุม ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน
วิสัยทัศน์ใหม่: Retail of the Future และการขับเคลื่อนสู่ยุคไฟฟ้า
ภายใต้การบริหารของประธานคนใหม่ มร. มาร์ติน ชเวงค์ (Martin Schwenk) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ประกาศปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนในระยะยาวภายใต้แนวคิด “Retail of the Future” กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ในทุกมิติ แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนสถานะของตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ไปสู่การเป็น “Agent” ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านการลงทุนในการสต็อกรถ และเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเป็นการรับค่าตอบแทนจากการขายรถต่อคันแทน
ในด้านผลิตภัณฑ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เน้นย้ำการขยายความแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ่านซับแบรนด์ต่างๆ เช่น Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า EQ ทั้งในรูปแบบ Plug-in Hybrid (PHEV) และ Electric Vehicle (EV) อย่างเต็มรูปแบบ
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ กลยุทธ์การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ประกอบในประเทศ เดิมที เมอร์เซเดส-เบนซ์ มักจะนำเข้ารถยนต์รุ่น CBU (Completely Built-Up) มาทำตลาดก่อน แต่จากนี้ไป บริษัทจะรอจนกว่ากระบวนการผลิตและชิ้นส่วนสำหรับการประกอบในประเทศ (CKD – Completely Knocked Down) พร้อม จึงจะเริ่มเปิดตัวรุ่น CKD เหล่านี้ แทน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Mercedes-Benz C-Class (W206) ซึ่งเปิดตัวทั่วโลกในปี 2021 แต่ในประเทศไทย ต้องรอการผลิตในประเทศซึ่งกำหนดไว้ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2022 โดยเริ่มจากรุ่น C 220 d ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท และตามมาด้วยรุ่น Plug-in Hybrid C 350 e ราคา 3.35 ล้านบาท ในช่วงปลายปีเดียวกัน
สำหรับปี 2023 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัว A-Class Facelift และกำลังจะตามมาด้วย GLA Facelift ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้เป็นการประกอบในประเทศ ส่วนในตลาด SUV รุ่นสำคัญอย่าง All-New Mercedes-Benz GLC ที่เปิดตัวทั่วโลกในปี 2022 จะเริ่มขึ้นไลน์การผลิตในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (2566) และคาดว่าจะเปิดตัวในเดือนสิงหาคม โดยจะประเดิมด้วยขุมพลัง Plug-in Hybrid เป็นหลัก ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะตามมาในช่วงปลายปี
Mercedes-Benz GLC 350e 4MATIC Plug-in Hybrid ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ความจุ 31.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งในโหมด EV สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 120 กม. (ตามมาตรฐาน WLTP)
ในส่วนของ Mercedes-Benz E-Class โฉมใหม่ (W214) ซึ่งเปิดตัวสู่สายตาชาวโลกในเดือนเมษายน 2566 นั้น การทำตลาดในประเทศไทยจะไม่มีการนำเข้ารุ่น CBU แต่จะรอการประกอบในประเทศในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2024
การบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ: Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+ และทิศทาง EV ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำในยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมสร้างกระแสอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ ด้วยการนำเข้า Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงในตระกูล Mercedes-AMG ผสานกับ EQ ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+ เป็นซาลูนไฟฟ้าสมรรถนะสูง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุด 625 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 950 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 90.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 465 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
มร. มาร์ติน ชเวงค์ ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่าในปีนี้ บริษัทได้เตรียมเปิดตัวรถยนต์ใหม่หลายรุ่น โดยเฉพาะในกลุ่ม EV จะมีการประกอบรุ่นอื่นๆ นอกเหนือจาก EQS อย่างแน่นอน ส่วน EQB ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จะมีการนำเข้ารถล็อตใหม่มาทำตลาดเพิ่มเติม แต่ยังไม่มีแผนประกอบในประเทศ
“ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้วางแผนสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นบริษัทรถยนต์รายแรก (Major Brand) ที่ตอบรับนโยบายนี้ด้วยการขึ้นไลน์ประกอบ EV ที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่านโยบายนี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน” มร. ชเวงค์ กล่าว
เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านแผนงานที่ครอบคลุม ทั้งด้านความยั่งยืน (Sustainability), การใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification), เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation) และประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience)
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็น 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับรถยนต์ Plug-in Hybrid ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป ครอบคลุมทั้งรถยนต์ใหม่และรถที่ลูกค้าซื้อไปแล้ว ซึ่งรวมถึงรุ่น C 350e (W206), E 300e (W213), S 580e (V223), GLC 300e (X253), GLC 300e Coupé (C253) และ GLE 350de (V167)
เจาะลึก Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic: นิยามใหม่ของ PHEV สำหรับคนรัก EV
มาดูในรายละเอียดของ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic ที่เป็นตัวอย่างสำคัญของกลยุทธ์ PHEV กันอย่างลึกซึ้ง รถรุ่นนี้มาพร้อมค่าตัว 3.35 ล้านบาท โดดเด่นด้วยการออกแบบที่เน้นความพรีเมียม เส้นสายลื่นไหล สปอร์ตด้วยกระจังหน้าแบบ Star Pattern และการออกแบบตามหลัก Aerodynamics ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ (Cd) เพียง 0.24
ภายนอกมาพร้อมล้ออัลลอย AMG 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว ท่อไอเสียคู่แบบสปอร์ต ไฟหน้า Digital Light ที่มีรายละเอียดกว่า 1 ล้านพิกเซลต่อข้าง สามารถฉายภาพจุดหลีกเลี่ยงวัตถุได้อย่างแม่นยำ เพิ่มทัศนวิสัยในยามค่ำคืน
ภายในห้องโดยสารยกมาจาก S-Class ด้วยจอ LCD ขนาด 12.3 นิ้ว สำหรับผู้ขับขี่ที่แสดงข้อมูลได้ 3 รูปแบบ (Discreet, Sporty, Classic) และหน้าจอกลางแนวตั้งขนาด 11.9 นิ้ว ที่เอียงเข้าหาผู้ขับเล็กน้อย พร้อมระบบปรับอากาศ 2 โซน และระบบ MBUX ที่สั่งการด้วยเสียง
ระบบ MBUX สามารถสแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าใช้งานและการตั้งค่าเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ใช้งานสูงสุด 7 คน พร้อมไฟ Ambient Light 64 สี สร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารได้อย่างหรูหรา
ออปชันจัดเต็ม เช่น ระบบรักษาระยะห่างจากคันหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบช่วยดึงรถกลับเข้าช่องจราจรเดิม (Lane Keeping Assist), ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Assist), ระบบช่วยจอด (Active Parking Assist), กล้องถอยหลัง, เซ็นเซอร์อัลตร้าโซนิค และระบบป้องกันการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Active Brake Assist)
หัวใจสำคัญคือระบบ Plug-in Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 4 ของ C 350 e AMG Dynamic ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (โหมด EV) ได้ระยะทางสูงสุดถึง 100 กม. และทำความเร็วสูงสุดในโหมด EV ได้ถึง 140 กม./ชม. ซึ่งถือว่าตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม
ประสบการณ์การขับขี่จริง: เกินคาดในโหมด EV และประสิทธิภาพที่น่าประทับใจ
จากการทดลองขับขี่จากกรุงเทพฯ ไปพัทยา โดยใช้เส้นทางบูรพาวิถีและมอเตอร์เวย์ในโหมด EV ล้วนๆ พร้อมการขับขี่ตามปกติ ไม่ได้เน้นการประหยัดสูงสุด แต่เน้นอัตราเร่งและการแซงที่คล่องตัว ผลลัพธ์น่าประทับใจอย่างยิ่ง รถสามารถวิ่งได้ระยะทางถึง 108 กม. ก่อนที่เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร จะเริ่มทำงาน ซึ่งถือว่ามากกว่าที่ระบุในสเปก การทำงานของเครื่องยนต์ราบรื่นจนแทบไม่รู้สึกว่าเริ่มทำงาน เว้นแต่จะสังเกตจากมาตรวัดรอบ
ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในโหมด EV อยู่ที่ 147 กม./ชม. ซึ่งบ่งชี้ว่าสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าแต่ยังกังวลเรื่องระยะทางในการเดินทางไกล C 350 e AMG Dynamic เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในชีวิตประจำวันแทบจะไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์เลย
การชาร์จแบตเตอรี่สามารถทำได้ทั้งแบบ AC ที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และแบบ DC Fast Charge สามารถชาร์จเต็ม 100% ได้ภายใน 30 นาที
แนวคิดการทำงานของระบบไฮบริด: เน้นประสิทธิภาพและความรู้สึกของผู้ขับขี่
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ออกแบบระบบการจัดการพลังงานในโหมด EV และ Hybrid อย่างชาญฉลาด โดยเน้นการปล่อยให้รถไหลไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อยมากกว่าการรีชาร์จแบตเตอรี่กลับอย่างรวดเร็วเมื่อผ่อนคันเร่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกเหมือนกับรถยนต์เครื่องยนต์ทั่วไป ซึ่งต้องการให้รถวิ่งไปข้างหน้าต่อไปตามแรงเฉื่อย จนกว่าจะแตะเบรก
วิศวกรของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้คำนวณแล้วว่า การปล่อยให้รถไหลไปข้างหน้าด้วยระยะทางที่ไกลกว่า อาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการพยายามชาร์จแบตเตอรี่กลับอย่างรวดเร็ว เพื่อนำพลังงานที่ชาร์จได้มาใช้ขับเคลื่อนรถอีกครั้งในภายหลัง
สำหรับเส้นทางลงเนิน ระบบจะมีการชาร์จแบตเตอรี่กลับโดยอัตโนมัติ โดยสามารถแสดงผลผ่านกราฟิกมุมองศาของตัวรถบนหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่
ในโหมด Hybrid (H) สมองกลของรถจะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก เว้นแต่ในจังหวะที่ต้องการกำลังเสริมจากเครื่องยนต์ หรือเมื่อความเร็วสูงกว่าลิมิตของโหมด EV หรือระดับแบตเตอรี่ต่ำ
สำหรับไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 นี้ จะไม่มีโหมด “Charge” เนื่องจากมองว่าไม่มีเหตุผลที่จะให้เครื่องยนต์ทำงานเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ก่อน แล้วจึงนำพลังงานนั้นมาขับเคลื่อนรถอีกที การขับเคลื่อนโดยตรงจากเครื่องยนต์จะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า
นอกจากนี้ยังมีโหมด B (Battery Hold) เพื่อรักษาระดับพลังงานแบตเตอรี่ไว้ใช้ในภายหลัง และโหมด Individual สำหรับการตั้งค่าการทำงานต่างๆ ด้วยตนเอง และโหมด Sport เพื่อเพิ่มการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้ฉับไวขึ้น
สำหรับสมรรถนะโดยรวมของระบบไฮบริด ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.1 วินาที และความเร็วสูงสุด 245 กม./ชม.
ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น: ความสบาย นุ่มนวล และสมดุล
ในด้านอารมณ์การขับขี่ C 350 e AMG Dynamic มอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ช่วงล่างได้รับการปรับตั้งมาอย่างดี ให้ทั้งความสปอร์ต การเกาะถนนที่มั่นคง และความนุ่มนวล แม้จะใช้ความเร็วสูง หรือเข้าโค้ง การซอกแซกเปลี่ยนเลนทำได้อย่างเฉียบคม การเก็บแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความประทับใจให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
รถรุ่นนี้ยังเหมาะอย่างยิ่งกับสภาพถนนในประเทศไทยที่มีความหลากหลายและบางช่วงอาจไม่เรียบ การทำงานของระบบ Self-Leveling ช่วยรักษาระดับตัวรถให้อยู่ในแนวระนาบมากที่สุด โดยการทำงานของล้อและช่วงล่างจะปรับตามสภาพถนน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบาย และผู้ขับขี่ยังคงควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย
จึงไม่น่าแปลกใจที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่แนะนำให้เปลี่ยนขนาดล้อและยางมาตรฐาน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบช่วงล่างและระบบต่างๆ ของรถ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ C 350 e AMG Dynamic: รถ Plug-in Hybrid ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ
โดยสรุปแล้ว Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรถยนต์ Plug-in Hybrid ที่ผสมผสานสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีแห่งอนาคตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า หรือยังคงต้องการความยืดหยุ่นในการเดินทางไกล รถคันนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างครบถ้วน
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จ ความใส่ใจในรายละเอียด และพร้อมก้าวสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน เมอร์เซเดส-เบนซ์ C 350 e AMG Dynamic คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม
สัมผัสประสบการณ์สุดยอดแห่งยนตรกรรมระดับโลก พร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่เหนือกว่า
คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการขับขี่? เชิญพบกับยนตรกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือเยี่ยมชมบูธของเราเพื่อค้นพบข้อเสนอที่น่าสนใจและโปรโมชั่นพิเศษที่จะทำให้คุณเป็นเจ้าของยนตรกรรมในฝันได้ง่ายยิ่งขึ้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายเพื่อทดลองขับได้แล้ววันนี้!