
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถพรีเมียม คว้าอันดับ 1 ในไตรมาสแรกของปี 2567 ท่ามกลางความท้าทายของตลาด กับยอดจดทะเบียนรวมกว่า 3,561 คัน พร้อมเผยแผนกลยุทธ์ปี 2567 สู่การขับเคลื่อนที่ยั่งยืน
กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – 10 มกราคม 2567 – บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการครองอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมของประเทศไทยเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการขับเคลื่อน ด้วยยอดจดทะเบียนรวม 3,561 คัน ในไตรมาสแรกของปี 2567 ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเซกเมนต์พรีเมียมที่มียอดจดทะเบียนโดยรวมลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
การประกาศความสำเร็จในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ BMW และ Mini ในประเทศไทย รวมถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคแห่งการเดินทางที่ยั่งยืน ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ
ภาพรวมตลาดและผลประกอบการปี 2566
ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในช่วงปี 2566 ที่ผ่านมา ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนโดยรวมของตลาดรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียม ยังคงมีการเติบโตที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปี 2566 ด้วยยอดจดทะเบียนรวม 16,676 คัน เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า โดยแบ่งเป็นแบรนด์ BMW 13,876 คัน และแบรนด์ Mini 2,800 คัน โดย Mini มียอดจดทะเบียนเติบโตสูงสุดถึง 75% ในปี 2566
ส่วนในไตรมาสแรกของปี 2567 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มียอดจดทะเบียนรวม 3,561 คัน เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยแบรนด์ BMW มียอดจดทะเบียน 3,218 คัน และแบรนด์ Mini 343 คัน ส่วนยอดจดทะเบียนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (BEV) เพิ่มขึ้นถึง 108% จาก 6 รุ่น ได้แก่ BMW iX2, BMW iX3, BMW iX, BMW i4, BMW i5 และ BMW i7 รวม 487 คัน
บทสัมภาษณ์พิเศษ: มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
“แม้ว่ายอดจดทะเบียนโดยรวมของตลาดยานยนต์ในไทยจะยังต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเซกเมนต์พรีเมียมที่มียอดจดทะเบียนโดยรวมลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ก็ยังคงรักษาผลงานที่แข็งแกร่งของแบรนด์ BMW ไว้ได้ด้วยยอดจดทะเบียน 3,561 คัน และ Mini 407 คัน” มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าว
“การเติบโตที่โดดเด่นของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคแห่งการเดินทางที่ยั่งยืน เรามีความยินดีที่ได้เห็นผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น”
“สำหรับปี 2567 เรามีแผนที่จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู รุ่นใหม่ๆ ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า รวมถึงการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์การบริการลูกค้า ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือระดับ”
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู ขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (BEV) มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มียอดจดทะเบียนรวม 2,463 คัน เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อนหน้า ในขณะที่ยอดจดทะเบียนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู และ Mini เพิ่มขึ้น 61% ด้วยจำนวน 2,614 คัน
ส่วนในไตรมาสแรกของปี 2567 กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (BEV) มียอดจดทะเบียน 487 คัน ในขณะที่ยอดจดทะเบียนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู และ Mini เพิ่มขึ้น 74% ด้วยจำนวน 548 คัน
BMW iX1, BMW iX3, BMW iX, BMW i4, BMW i5 และ BMW i7 เป็นรุ่นรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย โดยมียอดจดทะเบียนรวมกันกว่า 487 คัน ในไตรมาสแรกของปี 2567
กลยุทธ์การตลาดและนวัตกรรมเพื่อความสำเร็จในอนาคต
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มีแผนที่จะดำเนินกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียม และขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลัก 4 ประการ ได้แก่
การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย: บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู รุ่นใหม่ๆ ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า โดยจะเน้นการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้า
การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ: บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จทั่วประเทศ โดยจะเน้นการติดตั้งสถานีชาร์จในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยว
การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า: บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะมุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์การบริการลูกค้า ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือระดับ โดยจะเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า
การสร้างความยั่งยืน: บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยจะเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานหมุนเวียน และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน
ความสำเร็จของ Mini: แบรนด์รถยนต์พรีเมียมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
Mini มียอดจดทะเบียนเติบโตสูงสุดถึง 75% ในปี 2566 ด้วยจำนวน 2,800 คัน และยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตในไตรมาสแรกของปี 2567 ด้วยยอดจดทะเบียน 343 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
ความสำเร็จของ Mini สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยที่มองหารถยนต์พรีเมียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดีไซน์ที่โดดเด่น และสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง