• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N0501023 เขาโดนทำแบบน กว เขาอยากหน ออกจากผ ชายคนน แต ทำไมถ งเขาทำไม ได กท part2

admin79 by admin79
January 2, 2026
in Uncategorized
0
N0501023 เขาโดนทำแบบน กว เขาอยากหน ออกจากผ ชายคนน แต ทำไมถ งเขาทำไม ได กท part2

Ford Everest: การประเมินสมรรถนะและเทคโนโลยีจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

ในวงการยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม SUV/PPV ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย มีรถยนต์รุ่นหนึ่งที่สร้างความฮือฮาและถูกจับตามองมาตลอด คือ Ford Everest หนึ่งในคำถามที่ค้างคาใจผู้บริโภคหลายท่านคือ ความแตกต่างระหว่างสมรรถนะของรุ่นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร 4×4 กับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ว่าเหตุใดรุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์เล็กกว่าอย่าง Pajero Sport จึงสามารถทำตัวเลขอัตราเร่งได้ดีกว่า ทั้งที่ Everest 3.2 ลิตร 4×4 นั้น มีน้ำหนักตัวที่มากกว่าถึง 2,480 กิโลกรัม และยังมาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ซึ่งแม้จะดูสวยงาม แต่ก็เพิ่มน้ำหนักให้กับรถโดยไม่จำเป็น

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบ 10 ปี ผมได้สัมผัสและวิเคราะห์ยานยนต์มาหลากหลายรุ่น ผมขอบอกว่า คำอธิบายเบื้องหลังตัวเลขที่ปรากฏนั้น ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเลยครับ

สมรรถนะของขุมพลัง Puma: ความคาดหวังที่ต้องทำความเข้าใจ

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ที่ดูเหมือนจะทำตัวเลขอัตราเร่งได้ตามคาด คือค่อนข้างจะใกล้เคียงคำว่า “อืด” ตามมาตรฐานการทดสอบทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาถึงบริบทการใช้งานจริง ทั้งเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ตระกูล Puma เวอร์ชันใหม่ใน Everest รุ่นปัจจุบัน มีบุคลิกที่คล้ายคลึงกัน คือ ในช่วงออกตัว 0-30 กม./ชม. (เกียร์ 1) และต่อเนื่องไปถึง 60 กม./ชม. (เกียร์ 2) รถจะพุ่งทะยานออกไปได้ดี ให้สัมผัสถึงความกระฉับกระเฉงพอสมควร

ทว่า เมื่อความเร็วแตะประมาณ 70 กม./ชม. ราวกับว่าเครื่องยนต์ถูกสั่งให้ “ลดทอน” การตอบสนองลงไปเล็กน้อย ส่งผลให้จังหวะการส่งกำลังขาดต่อเนื่อง หากไม่เป็นเช่นนี้ ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. จะดีกว่านี้อย่างแน่นอน สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรจะทำได้ราว 11.6-11.7 วินาที ขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ก็น่าจะอยู่ในช่วง 12 วินาทีปลายๆ ใกล้เคียงกับ Ranger 2.2 ลิตร รุ่นก่อนหน้า

การไต่ระดับความเร็วสูงสุด: ความพยายามที่ต้องใช้เวลา

สำหรับการไต่ระดับความเร็วสูงสุดของรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 นั้น ทำได้ต่อเนื่องจนถึงประมาณ 140-150 กม./ชม. ก่อนจะเริ่มชะลอตัว และมักจะไปหยุดนิ่งที่ราว 160 กม./ชม. หากต้องการไปให้เร็วกว่านี้ อาจต้องอาศัยทางลงเนินช่วยส่ง รถจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปจนสุดที่ 185 กม./ชม.

ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 เป็นไปตามความคาดหมาย เข็มความเร็วจะไต่ขึ้นอย่างเนิบนาบ แต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กม./ชม. หากต้องการไปให้เกินกว่านี้ อาจต้องใช้เวลาและความอดทนสูงมาก กว่าจะไปถึง Top Speed ที่ 181 กม./ชม. ได้อย่างยากลำบาก ซึ่งในการทดสอบ ผมต้องอาศัยทางลงเนินมาช่วยส่งรถเพื่อให้ตัวเลขออกมาครบถ้วน

ข้อควรจำ: ผมขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า ตัวเลขความเร็วสูงสุดเหล่านี้ เป็นการทดสอบเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการให้ข้อมูลเท่านั้น เราไม่สนับสนุนให้ใครทำตาม เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมายจราจร ความปลอดภัยของผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทางคือสิ่งสำคัญที่สุด

บุคลิกการขับขี่จริง: “แรงสมตัว” ที่ต้องเรียนรู้จังหวะ

ในภาพรวมของการขับขี่ใช้งานจริง ขุมพลังทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ของ Everest ต่างให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่ได้เกินความคาดหมาย แม้รุ่น 3.2 ลิตรจะมีตัวเลขถึง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักรถกว่า 2.5 ตัน อาจไม่แรงเท่าคู่แข่งอย่าง Chevrolet Trailblazer หรือ Mitsubishi Pajero Sport ใหม่ แต่ก็ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง แรงม้าที่เพิ่มขึ้นมาก็ถูกนำไปชดเชยกับน้ำหนักที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะเมื่อเหยียบคันเร่งจนจมมิดเพื่อเร่งแซง แล้วถอนคันเร่งฉับพลัน อาจมีอาการ “กระโจน” ไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายกับรถเก๋งที่ใช้เกียร์ CVT อันเป็นผลมาจากการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อัตราเร่งไม่ได้อืดอาดอย่างที่ตัวเลขบอก เมื่อขับขี่ในเมือง โดยเฉพาะช่วงออกตัวจากสี่แยก รถก็สามารถเร่งแซงมอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ ได้อย่างทันท่วงที การใช้งานในเขตเมืองจึงไม่ถึงกับอืดอาดอย่างที่ประเมินไว้

สิ่งสำคัญคือ ผู้ขับขี่อาจจำเป็นต้องเรียนรู้ “จังหวะ” การเร่งแซงสักหน่อย โดยเฉพาะเมื่อต้องการเปลี่ยนเลนแซงรถที่กำลังจะเลี้ยวเข้าซอย หลังจากหมุนพวงมาลัยแล้ว ปล่อยให้รถไหลไปเล็กน้อย หากมั่นใจว่ารถคันข้างหลังอยู่ห่างพอสมควร จึงค่อยเหยียบคันเร่ง สมองกลอาจขอเวลาประมวลผลประมาณ 0.3-0.5 วินาที ก่อนจะปล่อยลิ้นปีกผีเสื้อเปิดเต็มที่ และรอให้ Turbo Boost ทำงาน ซึ่งทั้งหมดนี้อาจใช้เวลา 0.7-1 วินาที ดังนั้น การเผื่อเวลาจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เคล็ดลับสำหรับผู้ที่ต้องการขับ Everest 2.2 ลิตร 4×2 ให้ “ว่องไว” ขึ้นในการใช้งานที่เร่งด่วน คือ ให้เหยียบคันเร่งลึกเกินครึ่ง สมองกลจะตีความว่าคุณรีบ และจะสั่งจ่ายเชื้อเพลิงเข้าเครื่องยนต์เร็วขึ้น ทำให้อัตราเร่งต่อเนื่องดีเกินคาด

การเก็บเสียง: ความเงียบระดับผู้นำในกลุ่ม PPV

ด้านการเก็บเสียงในห้องโดยสาร ต้องยอมรับว่า Everest ทำได้ดีมาก เป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่ม SUV/PPV คุณจะเริ่มได้ยินเสียงลมไหลผ่านยางขอบประตูในระดับแผ่วเบาจริงๆ ก็ต่อเมื่อความเร็วเกิน 140 กม./ชม. ขึ้นไป

นอกจากวัสดุซับเสียงคุณภาพสูงที่อัดแน่นเต็มพื้นรถแล้ว Ford ยังนำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาติดตั้งใน Everest ทุกรุ่น ซึ่งทำงานโดยใช้ไมโครโฟน 3 จุด (หน้า 2, หลัง 1) รับเสียงรบกวนรอบตัว แล้วส่งข้อมูลไปยังกล่องควบคุม เพื่อปล่อยคลื่นความถี่เสียงที่หักล้างเสียงรบกวนเหล่านั้นออกมาทางลำโพง

แม้ห้องโดยสารจะเงียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่มีข้อสังเกตว่า หากสังเกตดีๆ เสียงพูดของคุณอาจมีอาการ “Echo” หรือเสียงก้องแผ่วเบา คล้ายกับการยืนพูดในห้องบันทึกเสียงขนาดใหญ่ที่ใช้วัสดุซับเสียงน้อย อีกทั้งระบบนี้อาจทำให้ผู้โดยสารบางรายเกิดอาการหูอื้อเล็กน้อย คล้ายอาการหูอื้อของเครื่องบินขณะขึ้นบิน แต่ไม่รุนแรงนัก

คำแนะนำ: ก่อนตัดสินใจซื้อ Everest ควรพาครอบครัวไปทดลองขับและนั่งด้วยกัน เพื่อทดสอบว่าอาการเหล่านี้ก่อความรำคาญหรือไม่ หากไม่มีปัญหา ก็สามารถตัดสินใจซื้อได้ แต่หากมี ก็อาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่น

ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: ความก้าวหน้าที่เปลี่ยนนิยาม PPV

ระบบบังคับเลี้ยวถือเป็นอีกความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ Ford เป็นรายแรกที่นำพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS (Electronic Power Assist Steering Wheel) มาใช้ในรถ SUV/PPV ในประเทศไทย

เหตุผลคือ Ford ต้องการติดตั้งระบบช่วยจอด Parking Assist ซึ่งจำเป็นต้องทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า พวงมาลัยไฟฟ้าจึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีกว่าระบบไฮดรอลิกส์แบบเดิม

น้ำหนักพวงมาลัย:
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยค่อนข้างเบา แต่ยังมีแรงต้านมืออยู่เล็กน้อย ในระดับใกล้เคียงกับ BMW X5 รุ่นใหม่
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: น้ำหนักเบากว่ารุ่น 3.2 ลิตร อย่างเห็นได้ชัด เบาจนอาจใช้นิ้วชี้หมุนได้ (แม้ต้องเกร็งนิ้วเล็กน้อย) เบากว่ารุ่นพี่ราว 5-10% ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเหมือนพวงมาลัย Toyota Corolla Altis

การตอบสนองเมื่อใช้ความเร็วสูง:
พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นมีความหนืดขึ้นจริง แต่ค่อนข้างน้อยในรุ่น 3.2 ลิตร และน้อยมากในรุ่น 2.2 ลิตร ข้อดีคือ วิศวกร Ford ได้เซ็ตระยะฟรีและ On-centre Feeling มาได้ดีมาก การบังคับเลี้ยวทำได้แม่นยำ และมีความต่อเนื่อง (Linear) ดี ในระดับที่ SUV ทั่วไปพึงมี ไม่ไวแบบรถสปอร์ต แต่ก็ไม่ไร้ชีวิตชีวาแบบ Eco Car ทำให้ขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจ

ข้อเสนอแนะ: ผมมองว่าพวงมาลัยของรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 เซ็ตมาเหมาะสมแล้ว แต่สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อาจปรับให้น้ำหนักหนืดขึ้นอีกเล็กน้อย ทั้งช่วงความเร็วต่ำและสูง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้มากขึ้น

รัศมีวงเลี้ยว: 5.85 เมตร อาจกว้างไปเล็กน้อยสำหรับการเลี้ยวกลับรถบนถนน 4 เลน ในซอยลาซาล อาจต้องเผื่อวงเลี้ยว หรือกินเลนฝั่งซ้ายไปอีกครึ่งเลน เพื่อความปลอดภัย

ระบบช่วงล่าง: ความหนักแน่นและความมั่นคงที่เหนือกว่า

ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ (Watt’s Link) และเหล็กกันโคลง

รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ช่วงล่างเซ็ตมาในแนวหนักแน่น ในช่วงความเร็วต่ำ อาจมีการส่งแรงสะเทือนจากพื้นถนนขึ้นมาให้สัมผัสได้ชัดเจน แต่ก็ไม่สะเทือนจนเกินไป แม้จะสวมล้อ 20 นิ้วก็ตาม เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากน้ำหนักตัวรถที่กดทับ ช่วยลดอาการดีดเด้ง
เมื่อใช้ความเร็วสูง ช่วงล่างของรุ่น 3.2 ลิตร ถือว่ายอดเยี่ยม ไม่ว่าจะความเร็ว 80, 100, 120, 150 กม./ชม. หรือแม้กระทั่ง Top Speed รถยังคงนิ่ง หนักแน่น มั่นคง ยึดเกาะถนนได้ดีที่สุดในกลุ่ม อาการช่วงล่างด้านหลังเด้งหรือดีดดิ้นน้อยมาก

รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ช่วงล่างแน่น หนึบ แต่ยังมีการสะเทือนจากฝาท่อ รอยต่อถนน หรือพื้นผิวขรุขระ ให้สัมผัสได้อยู่บ้าง ไม่ได้ซับแรงสะเทือนได้เนียนเท่า Pajero Sport แต่ก็น้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร

การเข้าโค้ง: ผมสามารถพา Everest เข้าโค้งต่างๆ ที่คุ้นเคยได้อย่างมั่นใจ เช่น โค้งขวารูปเคียวบนทางด่วนมักกะสัน (95 กม./ชม.), โค้งซ้ายเชื่อมต่อทางด่วนขั้นที่ 1 (90 กม./ชม.), โค้งขวายกระดับทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ (95 กม./ชม.) โดยรถมีอาการหน้าไถลออกเล็กน้อยจากยาง แต่ช่วงล่างยังคงนิ่งมาก

การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง:
Pajero Sport: นุ่มนวลกว่าในการขับขี่ในเมือง หรือรูดผ่านพื้นผิวขรุขระ
MU-X: เซ็ตมานุ่ม แต่ช่วงล่างหลังแอบดีดเด้ง
Trailblazer: หนึบขึ้นเล็กน้อย
Fortuner: แข็งสะเทือนที่สุดในกลุ่ม

ข้อสรุป: ช่วงล่างของ Everest 3.2 ลิตร ถือว่าเซ็ตได้ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร Titanium 4×2 พร้อมล้อ 18 นิ้ว น้ำหนักตัวที่เบากว่า อาจทำให้มีอาการโยนเมื่อจัมพ์ลงคอสะพาน หรือมีอาการดีดเด้งเพิ่มขึ้นจากรุ่น 3.2 ลิตร เล็กน้อย

ระบบห้ามล้อ: ความนุ่มนวลและประสิทธิภาพที่น่าเชื่อถือ

ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ จานเบรกหน้ามีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบ ABS, EBD, Brake Assist, ESP, Traction Control

ระบบช่วยเหลือเพิ่มเติม:
Roll Over Mitigation (ลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ)
Hill Descent Control (HDC – เฉพาะรุ่น 3.2 ลิตร 4×4)
Hill Launch Assist (HLA)
Trailer Sway Control (TSC)

การตอบสนองแป้นเบรก: มีระยะเหยียบค่อนข้างยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวล ให้ความรู้สึกเหมือนมีแรงส่งจากหม้อลมมารอรับที่ฝ่าเท้า คล้ายกับ Mercedes-Benz บางรุ่น

การทำงานของเบรก: ในช่วงแรกที่แตะแป้นเบรก การหน่วงความเร็วจะยังไม่ชัดเจนนัก ต้องเหยียบลึกประมาณ 25-30% จึงจะเริ่มสัมผัสถึงการชะลอตัวได้

ภาพรวม: สามารถเบรกได้อย่างนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และมั่นใจในการลดความเร็วจากย่านความเร็วสูงได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ปรากฏอาการ Fade นับเป็นระบบเบรกที่ดีติดอันดับต้นๆ ในกลุ่ม

ข้อเสนอแนะ: หากปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear ขึ้น ตั้งแต่เริ่มแตะ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้มากขึ้น

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety): เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อความอุ่นใจ

Ford Everest ในรุ่น Titanium+ (ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร) อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี Active Safety ซึ่งกลายเป็นจุดขายสำคัญ:

Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน สามารถปรับความเร็วให้สัมพันธ์กับรถคันหน้า ตรวจจับระยะห่าง และลดความเร็วลงอัตโนมัติหากรถคันหน้าชะลอตัว หรือเพิ่มความเร็วกลับเมื่อรถคันหน้าเร่งเครื่องขึ้น
Collision Mitigation: ระบบเตือนการชน หากขับเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป ระบบจะร้องเตือน แต่ไม่ช่วยเบรก
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน และระบบช่วยประคองพวงมาลัยให้รถกลับเข้าเลนอัตโนมัติ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อผู้ขับขี่เหนื่อยล้า
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบตรวจจับรถในจุดอับสายตาจาก Volvo แจ้งเตือนด้วยไฟที่กระจกมองข้าง
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (ทั้งแบบขนานและเข้าซอง) ทำงานร่วมกับ EPAS
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง

ระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety): มาตรฐานสูงสุดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ในกรณีที่ระบบ Active Safety ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้ ระบบ Passive Safety จะเข้ามามีบทบาท:

ถุงลมนิรภัย: คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านลม (รวม 6 ใบ, รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมหัวเข่าคนขับ เป็น 7 ใบ)
เข็มขัดนิรภัย: ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง
ISOFIX: จุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก
ESS (Emergency Stop Signal): ไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกระทันหัน

มาตรฐานความปลอดภัย: Everest ผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP (Australia) และได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบด้านความปลอดภัยผู้โดยสารผู้ใหญ่ (AOP) จาก ASEAN NCAP (4 ดาว)

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ความคาดหวังที่สมเหตุสมผล

ลูกค้า SUV/PPV ยุคใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับความประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ต้องเข้าใจว่า รถที่มีน้ำหนักเกือบ 2 ตัน จะไม่สามารถประหยัดน้ำมันได้เท่า Eco Car การทำตัวเลข 10-14.5 กม./ลิตร ถือว่าน่าพอใจแล้ว

การทดสอบ: เติมน้ำมัน Diesel Techron Power D ที่ Caltex พหลโยธิน วิ่งด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. เปิดแอร์ นั่ง 2 คน ใช้ Cruise Control

รุ่น 3.2 ลิตร 4×4:
ระยะทาง: 92.1 กม.
เติมน้ำมัน: 8.25 ลิตร
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย: 11.16 กม./ลิตร (ถือว่าดีมากสำหรับเครื่องยนต์ขนาดนี้และน้ำหนักรถ)

รุ่น 2.2 ลิตร 4×2:
ระยะทาง: 92.8 กม.
เติมน้ำมัน: 7.37 ลิตร
อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย: 12.59 กม./ลิตร (น่าประหลาดใจที่ใกล้เคียงกับ Ranger 4 ประตู 4×2 รุ่นก่อนหน้า)

ระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:
2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กม. (ในการใช้งานจริง)
3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 520 กม. (ในการใช้งานปกติ) หรือประมาณ 450 กม. (ในการทดสอบที่ค่อนข้างกินจุ)

ปัญหาประจำรุ่น (Defect): การเรียนรู้จากประสบการณ์

ตลอดระยะเวลาที่ Everest ออกสู่ตลาด มีรายงานปัญหา Defect เข้ามาบ้าง ซึ่ง Ford ได้พยายามแก้ไข:

ไฟไหม้ใน Australia: เกิดจากประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่น -> ได้รับการแก้ไขที่โรงงาน
แป้นคันเร่งสั่น: อาจหายเอง หรืออัปเดต Firmware
ระบบไฟฟ้าขัดข้อง: แสดง Error, ระบบช่วยเหลือไม่ทำงาน -> ลอง Restart เครื่องยนต์ หรือเข้าศูนย์บริการ
เสียงกระพือหลังคา Panoramic Sunroof: ในล็อตแรกๆ -> ได้รับการแก้ไขแล้ว
สติกเกอร์เพลาขับหลัง: ช่างลืมลอกออก -> ให้ศูนย์บริการลอกออก
EGR: อาจมีไฟเตือน -> ต้องทำความสะอาด
CKP Sensor: ทำให้เครื่องยนต์สวิง/ดับ/สตาร์ทไม่ติด (ผลิตก่อน เม.ย. 2016) -> เปลี่ยนอะไหล่ได้ที่ศูนย์บริการ
ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย: อาจมีคราบน้ำมัน -> ให้ช่างทำความสะอาดและสังเกตอาการ
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: อาจมีปัญหาฟิวส์ขาด/กลิ่นไหม้ -> ต้องตรวจสอบ
จอมอนิเตอร์ค้าง: ลอง Restart ระบบ

สรุป: “Poorman’s Range Rover” ที่กำหนดมาตรฐานใหม่

Ford Everest ใหม่ ไม่ใช่แค่ SUV/PPV ทั่วไป แต่คือความพยายามของ Ford ในการสร้าง “Global Car” ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่คุ้มค่า โดยตั้งเป้าหมาย Benchmark ไว้ที่ Toyota Land Cruiser Prado

จุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่ง:
อุปกรณ์ความปลอดภัย Hi-Tech: ล้ำหน้ากว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
ช่วงล่างที่หนักแน่นและมั่นคง: โดยเฉพาะรุ่น 3.2 ลิตร
การขับขี่ที่คล่องตัวในเมือง: แม้จะหนัก
การเดินทางความเร็วสูง: นิ่ง มั่นคง และมั่นใจได้ที่สุดในตลาด
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสาร: หรูหรา สะดวกสบาย ทัดเทียม Range Rover

จุดที่ควรปรับปรุง:
น้ำหนักตัวที่มากเกินไป: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลือง
น้ำหนักพวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: ตอบสนองไวขึ้นในช่วงแรก
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: ขนาดเล็ก อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ยากกว่ารุ่นก่อนหน้า
ระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน: อาจเป็นข้อกังวลในระยะยาว

คู่แข่งในตลาด: Chevrolet Trailblazer, Isuzu MU-X, Mitsubishi Pajero Sport, Toyota Fortuner, Nissan “Navara SUV/PPV” (ที่กำลังจะมา)

รุ่นที่คุ้มค่าที่สุด:
2.2 Titanium+ 4×2 6AT: ให้ความคุ้มค่าสูงสุด ด้วยอุปกรณ์ที่ครบครันในราคาที่สมเหตุสมผล
3.2 Titanium+ 4×4 6AT: หากต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และงบประมาณถึง ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด

บริการหลังการขาย: ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม

ปัญหาด้านบริการหลังการขายของ Ford ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องกล่าวถึง แม้จะมีความพยายามในการปรับปรุง แต่ก็ยังไม่เทียบเท่าคู่แข่งบางราย ปัญหาเกิดจากหลายปัจจัย ทั้ง Defect จากตัวรถ, ทัศนคติของบางดีลเลอร์, การตรวจสอบคุณภาพที่ไม่เข้มงวด, และการสื่อสารที่ล่าช้าจากสำนักงานใหญ่

Ford Everest เป็นรถยนต์ที่มีจุดขายแข็งแกร่ง และสามารถต่อกรกับเจ้าตลาดได้ แต่ปัญหาบริการหลังการขายยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้

หากคุณกำลังมองหา SUV/PPV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย สมรรถนะที่น่าประทับใจ และความมั่นใจในการขับขี่ Ford Everest คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม แต่โปรดพิจารณาปัจจัยด้านบริการหลังการขายควบคู่ไปด้วย ก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Ford Everest และต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการประเมินสมรรถนะและการใช้งานในสภาวะจริง อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องและตรงไปตรงมาที่สุด.

Previous Post

N0501016_ชายท กำล งเล ยงนมล ก..ถ กสาวโสดเข าไปจ จนเธอทนไม ไหวต องทำแบบน_part2

Next Post

N0501024 คำว กหล เจ บท ดก เม อคนทำเป นเพ อนสน ทเราน เแหละ part2

Next Post
N0501024 คำว กหล เจ บท ดก เม อคนทำเป นเพ อนสน ทเราน เแหละ part2

N0501024 คำว กหล เจ บท ดก เม อคนทำเป นเพ อนสน ทเราน เแหละ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N0601067 บได คาเต ยง ภรรยาไม โวยวาย part2
  • N0601061 ลาจากก นคร งน ขอให เป นการลาท part2
  • N0601056 เร มต นร กใหม ได งความใส ใจและอยากด แล (1) part2
  • N0601057 อย าค ดว าค มเกม แต มด สภาพต วเองตามเขาไม part2
  • N0601058 ไม เจอก นมาส บป ยย งไม เหม อนเด part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.