• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N0601002 สารว ตเด อด บได าเม ยแอบซ อนช part2

admin79 by admin79
January 2, 2026
in Uncategorized
0
N0601002 สารว ตเด อด บได าเม ยแอบซ อนช part2

Honda Civic 1.5 Turbo ปะทะ Ford Focus 1.5 EcoBoost: การต่อสู้แห่งขุมพลังเทอร์โบยุคใหม่ในเซ็กเมนต์ C

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของเครื่องยนต์มาอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในเทรนด์ที่โดดเด่นที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือการเข้ามาของเครื่องยนต์ขนาดเล็กแต่ทรงพลังด้วยเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์ แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะเคยจำกัดอยู่เฉพาะในรถยนต์หรูราคาแพงอย่าง BMW หรือ Mercedes-Benz แต่ปัจจุบัน เรากำลังเห็นการแพร่หลายไปยังรถยนต์ในกลุ่มที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างน่าสนใจ

Honda Civic 1.5 VTEC TURBO: พลังที่คาดไม่ถึงจากเครื่องเล็ก

Honda Civic ใหม่ คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงนี้ ด้วยการนำเสนอขุมพลัง 1.5 ลิตร VTEC TURBO ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 173 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 22.4 กิโลกรัม-เมตร ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำตั้งแต่ 1,700-5,500 รอบต่อนาที นี่เป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับเครื่องยนต์ขนาดเล็ก และเป็นสิ่งที่หาได้ยากในรถยนต์ Honda รุ่นก่อนๆ ข้อได้เปรียบอีกประการของเครื่องยนต์ขนาดเล็ก คือประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงความเร็วต่ำ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่า

Ford Focus 1.5 EcoBoost: คู่แข่งสำคัญที่น่าจับตา

แต่ Civic ไม่ใช่รถยนต์ในเซ็กเมนต์ C เพียงรุ่นเดียวที่จะใช้ขุมพลังในลักษณะนี้ Ford กำลังจะเปิดตัว Focus รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร EcoBoost ซึ่งมีรายละเอียดบางส่วนถูกเปิดเผยออกมาแล้ว Ford Focus ซึ่งมีจำหน่ายในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว รุ่นล่าสุดที่เห็นคือการปรับโฉมแบบไมเนอร์เชนจ์ มาในรูปแบบ 5 ประตู แฮทช์แบ็ค เครื่องยนต์ EcoBoost เป็นเบนซิน เทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 24.5 กิโลกรัม-เมตร ที่ 1,600-5,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งแตกต่างจาก Civic ที่ใช้เกียร์ CVT

เมื่อพิจารณาจากสเปกแล้ว เครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ทั้งการฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง การใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์ และขนาดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Ford เคลมว่า Focus EcoBoost มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 13.9 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งอาจจะดูไม่โดดเด่นนักในยุคปัจจุบัน แต่หากมองถึงสมรรถนะที่ตอบสนองทันใจ ก็ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ (ซึ่งเราจะรอการทดสอบยืนยันในโอกาสต่อไป)

ความปลอดภัย: ฟีเจอร์ล้ำสมัยเพื่อการขับขี่ที่มั่นใจ

นอกเหนือจากสมรรถนะเครื่องยนต์แล้ว ระบบความปลอดภัยเป็นอีกจุดที่รถยนต์ทั้งสองรุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่ง Civic 1.5 VTEC TURBO RS รุ่นท็อป มาพร้อมกับระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน, กล้องมองหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ, ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist)

ขณะที่ Ford ไม่เคยน้อยหน้าใครในด้านความปลอดภัย Focus EcoBoost ที่เปิดเผยสเปกออกมา มีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESP), ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน (HLA), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS), ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง, ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (ทั้งแบบเทียบข้างและถอยเข้าซอง), ระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ และกล้องมองหลังขณะถอยจอด

เรียกได้ว่าจัดเต็มตามสไตล์ค่ายรถอเมริกัน อุปกรณ์ที่น่าสนใจและติดตั้งเป็นครั้งแรกใน Focus คือระบบช่วยจอดแบบเข้าซอง ซึ่งเดิมมีเพียงระบบช่วยจอดแบบเทียบข้างเท่านั้น และระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ ซึ่งเริ่มพบเห็นได้ในรถยนต์หลายรุ่นหลายยี่ห้อแล้ว (แต่ Civic ใหม่ยังไม่มีฟีเจอร์นี้)

ราคา: การแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด C-Segment

สำหรับราคา Honda Civic 1.5 VTEC TURBO อยู่ในช่วง 1,099,000 – 1,199,000 บาท ซึ่งเป็นราคามาตรฐานสำหรับรถยนต์ซี-เซกเมนต์ระดับท็อป ที่มักจะแตะหลักล้านบาท ส่วน Ford Focus EcoBoost ยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

จากภาพรวมสเปกเบื้องต้น ยังมีคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และประสบการณ์การขับขี่ของรถทั้งสองรุ่นนี้ ซึ่งเราจะนำเสนอในโอกาสต่อไปหลังจากได้ทดลองขับและทดสอบอย่างเต็มที่

ทางเลือกอื่นในตลาด: Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในตลาดเครื่องยนต์เล็กอัดเทอร์โบ นั่นคือ Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 190 แรงม้า ซึ่งถือว่ามากที่สุดในกลุ่มนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง และรูปลักษณ์ที่หรูหราในราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท

ประสบการณ์จากก้นบึ้งแห่งการออกแบบ: เจาะลึก Holden Design Centre ณ เมลเบิร์น

เช่นเดียวกับทุกปี ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเดือนมีนาคม ประเทศไทยจะคึกคักไปด้วยงานแสดงรถยนต์ระดับนานาชาติ งานสำคัญอย่าง The Bangkok International Motor Show กลายเป็นเวทีที่ผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายต่างช่วงชิงพื้นที่สื่อ ทั้งสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร ไปจนถึงโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ตารางงานของสื่อมวลชนสายยานยนต์ในบ้านเราจะเต็มแน่นไปด้วยงานเปิดตัวรถยนต์ใหม่ ทริปทดลองขับต่างจังหวัด และภารกิจอื่นๆ อีกมากมาย จนแทบจะหาเวลาพักผ่อนไม่ได้

ปกติแล้ว ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ผมเองก็มีคิวงานชุกชุมจนยากจะปลีกตัว แต่แล้วจู่ๆ ทาง General Motors (Thailand) ก็ได้ส่งเทียบเชิญสุดพิเศษ ที่ทำให้ผมตัดสินใจละทิ้งงานในประเทศ แล้วบินลัดฟ้าสู่ดินแดนออสเตรเลียอีกครั้ง หลังจากที่เคยไปเยือนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015

คราวนี้ ไม่ใช่การขับขี่บนท้องถนน แต่เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ในเชิงลึก ด้วยการพาคณะสื่อมวลชน 4 ท่าน และทีม PR ของ GM Thailand อีก 1 ท่าน เข้าชมศูนย์ออกแบบรถยนต์ของ Holden แบรนด์รถยนต์ชั้นนำสำหรับตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ณ เมืองเมลเบิร์น

ทำไมต้องเดินทางไกลถึงเมลเบิร์น? ทำไมต้องชม Holden Design Studio? Holden เกี่ยวอะไรกับประเทศไทย? และ GM Thailand ต้องการให้เราเห็นอะไร?

เหตุผลเบื้องหลังการเดินทางครั้งนี้ เกิดจากการได้รับเทียบเชิญเป็นกรณีพิเศษจาก GM-Holden Design Center Australia เพื่อให้คณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย ได้ชมเวอร์ชันต้นแบบของรถกระบะ Colorado Minorchange และ Trailblazer Minorchange ทีม PR ของ Holden ตั้งใจจะเชิญสื่อมวลชนจากออสเตรเลียราว 10 ท่าน มาชมรถทั้งสองคันนี้อยู่แล้ว และเกิดแนวคิดว่า “ทำไมเราไม่ให้สื่อมวลชนจากประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ ได้สัมผัสและชมล่วงหน้าไปพร้อมๆ กันล่ะ?”

การตอบรับเทียบเชิญค่อนข้างกระชั้นชิด ทำให้ GM Thailand และทีม PR ของ Weber Shandwick ต้องทำงานกันอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องการขอวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลีย ซึ่งปกติใช้เวลาดำเนินการนานถึง 15 วันทำการ แต่ในที่สุด ด้วยวิธีการใดก็ตามที่ผมไม่ทราบแน่ชัด คณะของเราก็ได้รับวีซ่าครบทุกคน ทันเวลาเฉียดฉิว ก่อนขึ้นเครื่องบินเพียงวันเดียว

เที่ยวบิน TG 461 ของสายการบินไทย ด้วยเครื่องบิน Boeing 777-300 ER พาเราเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2016 เวลาประมาณ 20:50 น. ตามเวลาท้องถิ่น (เร็วกว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) หลังจากผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง เราเดินทางเข้าสู่โรงแรม Crowne Plaza Melbourne ริมแม่น้ำ Yarra ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นทำเลที่คุ้นเคย เนื่องจากเคยพักโรงแรม Westin ใกล้เคียงในการเดินทางครั้งก่อน

เมื่อร้านรวงเริ่มปิดตัวลง เราก็รีบพักผ่อนเพื่อเตรียมร่างกายสำหรับวันรุ่งขึ้น

18 กุมภาพันธ์ 2016: เยือน Holden Design Centre

เวลา 9:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส คุณ Emily และคุณ Deanna จากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ GM-Holden Pty. มารับคณะของเราที่โรงแรม โดยใช้ Holden Captiva (หรือ Chevrolet Captiva สำหรับตลาดออสเตรเลีย) สองคันนำทางไปยังสำนักงานใหญ่ของ GM-Holden

การเดินทางเพียง 15 นาที ผ่านถนนสายรองในย่านนิคมอุตสาหกรรม ก็พาเรามาถึงอาคาร 4 ชั้นขนาดใหญ่ ณ เลขที่ 191 Port Melbourne ที่ตั้งของ General Motors – Holden

บริเวณด้านหน้าอาคาร ชั้นล่าง เป็นพื้นที่สำหรับร้านขายของที่ระลึกของ Holden รวมถึงทีมแข่งรถ และเป็นที่จัดแสดงรถยนต์ต้นแบบในอดีตจนถึงปัจจุบันของ Holden

ก่อนเข้าสู่ภายในอาคาร เราต้องติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อติดสติกเกอร์ทับเลนส์กล้องของโทรศัพท์มือถือทุกคน ซึ่งเป็นนโยบายมาตรฐานขององค์กรใหญ่เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ

เราได้รับเชิญขึ้นไปยังห้องประชุมทรงกลมบนชั้น 2 เหนือร้านขายของที่ระลึก เพื่อพบปะกับทีมนักออกแบบของ GM Holden และสื่อมวลชนจากออสเตรเลียอีก 10 ท่าน ทาง Holden ได้จัดเตรียมล่ามภาษาไทยไว้ ซึ่งเป็นชาวออสเตรเลียนที่เคยพำนักในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี และมีภรรยาเป็นคนไทย

หลังจาก Mr. Richard Ferlazzo ผู้อำนวยการ GM Australia Design กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ เขาก็พาพวกเราเดินผ่านอุโมงค์ชั้น 2 ซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่างสำนักงานใหญ่และศูนย์ออกแบบของ Holden

การเดินขึ้นลงบันไดเล็กน้อย พาเราเข้าสู่โถงที่จัดแสดงรถยนต์ต้นแบบในอดีตกาลมากมาย หลายคันที่เราเคยเห็นในนิตยสารรถยนต์ออสเตรเลีย จอดเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ และยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม รวมถึง Chevrolet Adra รถยนต์ต้นแบบที่ GM India อยากให้พัฒนา และ GM Australia เสนอตัวสร้างตัวรถต้นแบบ

จากนั้น Mr. Ferlazzo พาเราเข้าห้องประชุมที่มีจอขนาดใหญ่สำหรับนำเสนอข้อมูล พร้อมระบบ Teleconference สำหรับการประชุมทางไกล ก่อนจะเริ่มบรรยายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ Holden และรายละเอียดของรถยนต์ที่เราจะได้ชมในวันนี้

GM Australia Design: ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมยานยนต์

GM Australia Design หรือ Holden Design Centre ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกับสำนักงานใหญ่ของ Holden ณ Port Melbourne รัฐ Victoria ประเทศออสเตรเลีย ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ปัจจุบันมี Mr. Richard Ferlazzo เป็นผู้อำนวยการ

ศูนย์ออกแบบแห่งนี้ เป็น 1 ใน 10 Design Studio ทั่วโลกที่ GM เป็นเจ้าของ และทำงานร่วมกับ Studio อื่นๆ เพื่อออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ให้กับ GM ทั่วโลก รถยนต์อย่าง Chevrolet Camaro โฉม Bumble Bee (2003) และ Chevrolet Cruze Hatchback 5 ประตู ที่ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ล้วนเป็นผลงานของทีมงานจากออสเตรเลีย

Holden Design Centre ก่อตั้งขึ้นในปี 1964 โดยรถรุ่นแรกที่ออกแบบคือ Holden HR ซึ่งเปิดตัวในปี 1966 นับจากนั้นเป็นต้นมา รถยนต์ Holden ทุกรุ่นที่วิจัยและพัฒนาโดยออสเตรเลีย ล้วนเป็นผลงานจากศูนย์แห่งนี้ รวมถึง Holden Commodore และรถในซีรีส์ใกล้เคียงอย่าง Calais, Statesman และ Caprice ซึ่งเป็นรถยอดนิยม เปรียบได้กับ “Corolla ขนาดใหญ่ เครื่องยนต์อึด ขับเคลื่อนล้อหลัง” อันเป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย

ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด คือปี 2003-2004 ขณะพัฒนารถเก๋ง Holden Commodore VE มีนักออกแบบถึง 250 คน แต่หลังจากการปรับโครงสร้างองค์กรของ GM เพื่อลดค่าใช้จ่าย พนักงานก็ลดลงเหลือ 140 คนในปี 2014

แม้ GM-Holden จะประกาศยุติการผลิตรถยนต์ในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2017 แต่ CEO หญิงคนใหม่ของ GM อย่าง Mary Barra ยืนยันว่า Holden Design Centre จะยังคงอยู่เพื่อสนับสนุนการออกแบบให้กับ GM ในภูมิภาคอื่นๆ

แม้จะอยู่ห่างไกลจากสำนักงานใหญ่ที่ดีทรอยต์ แต่ผู้บริหาร GM ยังคงให้ความสำคัญกับศูนย์แห่งนี้ เนื่องจากทีมออกแบบที่นี่มีบุคลากรที่มีความสามารถสูง สามารถคิดค้นรูปลักษณ์รถยนต์ได้หลากหลาย ปรับตัวเก่ง และเข้าใจในแนวทางการออกแบบใหม่ๆ GM มีสตูดิโอออกแบบ 10 แห่งทั่วโลก และมีเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่สามารถออกแบบตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นบนกระดาษ ไปจนถึงการสร้างเป็นรถต้นแบบคันจริงได้ คือ GM Design ที่ดีทรอยต์ และ GM Australia Design ที่ออสเตรเลีย ตัวอย่างเช่น รถต้นแบบ Camaro ที่จัดแสดงในอเมริกาเหนือปี 2006 ก็เป็นผลงานการออกแบบและสร้างของทีมงานออสเตรเลียนี่เอง

ตัวอย่างผลงานเด่นจาก GM Australia Design:

Holden Hurricane (1969): รถต้นแบบคันแรกของ Holden ดีไซน์ล้ำยุค เครื่องยนต์ V8 วางกลางลำ
Holden Torana GTR-X Concept (1970): รถสปอร์ตดีไซน์ Wedge-shape เส้นสายเฉียบคม
Holden Coupe Concept (1998) / Monaro (1968 – 2008): รถสปอร์ตคูเป้อันเป็นที่รักของชาวออสเตรเลีย
Chevrolet YGM1 (1999): รถ SUV ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกของ GM Australia Design ที่ส่งไปโชว์ระดับโลก (ใช้พื้นฐานวิศวกรรมจาก Suzuki)
Holden Utester (2001): รถ Ute ดัดแปลงพร้อมหลังคากระจกถอดได้
Holden SSX (2002): รถต้นแบบแฮทช์แบ็ค 2 ชิ้น พร้อมเครื่องยนต์ V8 ขับเคลื่อน 4 ล้อ
Holden SST Stepside Custom (2004): รถกระบะดัดแปลงเน้นความสปอร์ตและอเนกประสงค์
Holden Torana TT36 Hatch Concept (2004): รถ Hatchback 5 ประตู ขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อมเครื่องยนต์ V8 (เป็นร่างจำแลงของ Commodore VE)
Holden Efijy (2005): รถต้นแบบย้อนยุคทรงสวย ได้แรงบันดาลใจจาก Holden FJ ปี 1953 (โครงสร้างและเครื่องยนต์จาก Chevrolet Corvette)
Holden Coupe 60 (2008): รถคูเป้ฉลองครบรอบ 60 ปี Holden บนพื้นฐาน Commodore VE
Chevrolet Colorado (2011): รถกระบะ Colorado ที่ขายในไทย เป็นฝีมือการออกแบบของ GM Australia Design ร่วมกับ GM do Brazil
Chevrolet Bolt EV (2015): รถยนต์ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้า ที่ GM Australia Design ร่วมมือกับ GM Korea และ GM North America ในการสร้างรถต้นแบบ
Buick Avenir (2015): รถต้นแบบเพื่ออนาคตของ Buick ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Buick Riviera ปี 1971

กระบวนการทำงานภายในศูนย์ออกแบบ:

ศูนย์ออกแบบแบ่งการทำงานออกเป็นหน่วยต่างๆ อย่างชัดเจน:

หน่วยออกแบบภายนอกและภายใน: รับหน้าที่ออกแบบบนกระดาษหรือในคอมพิวเตอร์
ฝ่าย Digital Sculpting: นำแบบร่างมาขึ้นรูปทรงชิ้นส่วนแบบดิจิทัล
หน่วย Visualization: สร้างภาพลักษณ์ที่สมจริงบนจอสำหรับการวิจัยและนำเสนอ
ทีม Advance Design: เน้นการออกแบบสำหรับอนาคต สร้างสรรค์แนวคิดที่แปลกใหม่
Clay Modelling: ปั้นแบบจำลองขนาดต่างๆ (1:3, 1:1) จากดินเหนียว
ฝ่ายการจัดการวัสดุและการตกแต่ง: เลือกใช้วัสดุและโทนสีที่เหมาะสม
กองผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพ: ตรวจสอบข้อบกพร่องในการออกแบบ และหาแนวทางแก้ไข
ทีมสร้างรถต้นแบบ: สร้างรถต้นแบบคันจริงเพื่อจัดแสดง

สัมผัสประสบการณ์จริงใน Studio:

Mr. Ferlazzo พาเราเข้าชม Studio หมายเลข 6 เพื่อให้สัมผัสกับวัสดุ อุปกรณ์ และชิ้นส่วนที่ใช้ในการออกแบบจริง ทำให้เราเข้าใจการทำงานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น:

ตู้อุ่นดินเหนียว (Clay Oven): เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของดินเหนียว
โครงสร้าง Styrofoam: ขึ้นรูปพื้นฐานก่อนแปะดินเหนียว
ไฟหน้า-ไฟท้ายต้นแบบ: ติดตั้งแกนเหล็กยืดหดได้
แบบจำลอง 1:4: ใช้ล้อสีดำเป็นฐาน และแปะลายล้อพลาสติกเพื่อทดลองเปลี่ยน

ไฮไลท์สำคัญ: Colorado Xtreme และ Trailblazer Premier

และแล้ว ก็ถึงเวลาสำหรับไฮไลท์สำคัญ Mr. Ferlazzo พาเราไปยัง Body Shop สถานที่ขึ้นรูป พ่นสี และประกอบรถยนต์ต้นแบบครบวงจร ที่นี่ เราได้เห็นรถต้นแบบทั้งสองคันที่ยังประกอบไม่เสร็จสมบูรณ์

Chevrolet Colorado Xtreme:

ดีไซน์ภายนอก: ได้รับแรงบันดาลใจจากตลาดสหรัฐอเมริกา เน้นความสปอร์ต ดุดัน สีส้มด้าน “Furness” เสริมเอกลักษณ์ พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งที่เน้นประโยชน์ใช้สอย
ภายใน: แผงหน้าปัดดีไซน์ร่วมสมัย ตกแต่งด้วยผ้าสีส้ม กรอบช่องแอร์โครเมียม ชุดมาตรวัดดีไซน์ใหม่ ระบบ Infotainment MyLink รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
อุปกรณ์เด่น: Safari Bar พร้อมไฟ LED และวินช์, กันชนท้ายแบบ Step, คิ้วซุ้มล้อขนาดใหญ่, ยาง Off-Road 18 นิ้ว, Hood Scoop, ท่อ Snorkel, Sport Bar, แร็คหลังคาพร้อมไฟ LED, แท่นยางอะไหล่

Chevrolet Trailblazer Premier:

ดีไซน์ภายนอก: เน้นความหรูหราและร่วมสมัย สีฟ้าเฉดเงิน “Velocity” ผสมสีฟ้าเขม่า (Smoky Oil Blue) เคลือบแล็คเกอร์เงางาม การตกแต่งภายนอกด้วยโครเมียมสีสว่าง
ภายใน: แผงหน้าปัดคล้าย Colorado Xtreme แต่เน้นความประณีต การเย็บผ้าและตาข่ายด้วยมือ วัสดุไม้ Australia คุณภาพสูง การตกแต่งภายในประตูด้วยไม้แซมโลหะ แผงแดชบอร์ดสีทูโทน
อุปกรณ์เด่น: ล้อและยางขนาด 22 นิ้ว, Spoiler หลัง, บันไดข้างในตัวตกแต่งโครเมียม, เบาะหนังพรีเมียมสีน้ำตาลกาแฟ, พรมปูพื้นดีไซน์พิเศษ

รถต้นแบบทั้งสองคันนี้ จะถูกจัดแสดงเป็นครั้งแรกในโลกที่งาน Bangkok International Motor Show 2016 (23 มีนาคม – 3 เมษายน 2559 ณ IMPACT Challenger เมืองทองธานี)

เมื่อไหร่จะได้เห็นรุ่นขายจริง?

แม้ GM จะไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่จากแหล่งข่าววงใน คาดว่า Colorado Minorchange จะเปิดตัวในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2016 ตามมาด้วย Trailblazer Minorchange ในอีก 1-2 เดือนหลังจากนั้น

บทสรุป:

การเดินทางสู่ Holden Design Centre ในเมลเบิร์นครั้งนี้ มอบประสบการณ์อันล้ำค่าในการเจาะลึกกระบวนการออกแบบยานยนต์ระดับโลก ตั้งแต่แนวคิดเริ่มต้นไปจนถึงการสร้างรถต้นแบบคันจริง การได้เห็นศักยภาพและวิสัยทัศน์ของทีมงาน Holden Design Centre ทำให้ผมยิ่งมั่นใจในคุณภาพและนวัตกรรมที่ GM นำมาสู่ตลาดโลก

หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ผสมผสานสมรรถนะ เทคโนโลยี และดีไซน์ที่เหนือระดับ ทั้งในตลาด C-Segment หรือกลุ่มรถกระบะ/PPV การติดตามความเคลื่อนไหวของ Honda Civic, Ford Focus, Nissan Sylphy, Chevrolet Colorado และ Trailblazer คือสิ่งที่น่าจับตามองในปี 2025 และหากคุณสนใจในศาสตร์แห่งการออกแบบยานยนต์ ประสบการณ์ที่ Holden Design Centre คือสิ่งที่จะจุดประกายแรงบันดาลใจได้อย่างแน่นอน

พร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าแล้วหรือยัง? ติดต่อโชว์รูมรถยนต์ที่คุณสนใจใกล้บ้านคุณ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายทดลองขับได้แล้ววันนี้!

Previous Post

N0601005 ทาหรณ ดโทรศ พท จะนำหายนะมาหาต วเราเอง part2

Next Post

N0601018 โจรเหน อโจรส ดท ายก องแพ แผนซ อนแผน part2

Next Post
N0601018 โจรเหน อโจรส ดท ายก องแพ แผนซ อนแผน part2

N0601018 โจรเหน อโจรส ดท ายก องแพ แผนซ อนแผน part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N0601052 งเกตผ ชายเส อขาวก บผ หญ งเส อดำให ทำได แม กระท งคนแก part2
  • N0601038 หญ งคนน ทำไมถ งขโมยของจากโจร ตอนจบม นเป นปบบน เอง part2
  • N0601044 เน ตไอดอลสร างภาพ part2
  • N0601041 าค ณเก บแหวนได ราคา แสน ณจะค นเจ าของไหม part2
  • N0601051 งเกตให ชายคนน กำล งค ดจะทำอะไร ในห องพยาบาล part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.