BYD จุดไฟสงครามราคารถยนต์ EV ทั่วโลก: กลยุทธ์หักมุมสร้างแรงสั่นสะเทือนในอุตสาหกรรมยานยนต์
ในฐานะนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีประสบการณ์มากกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตลาดโลก แต่วันนี้ ผมขอยกให้การประกาศลดราคารถยนต์ครั้งใหญ่ของ BYD เป็นเหตุการณ์ที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2025 การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการจุดชนวนสงครามราคาที่ดุเดือดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับนักลงทุนและคู่แข่งทั่วโลก
BYD: ผู้นำที่กล้าหาญในสงครามราคา
BYD ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากจีน ไม่ได้เพียงแค่เข้าร่วมการแข่งขัน แต่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการลดราคารถยนต์สูงสุดถึง 34% การตัดสินใจครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า BYD พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นอุปสงค์ที่ชะลอตัว หรือแรงกดดันจากคู่แข่ง
Seagull: รถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตในราคาที่เข้าถึงได้ รุ่น Seagull ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากทั่วโลก ด้วยราคาเปิดตัวที่ต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับการปรับลดราคาลงอีก 20% เหลือเพียง 55,800 หยวน (ประมาณ 7,780 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 285,000 บาท) การลดราคาครั้งนี้ทำให้ Seagull กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ EV ที่คุ้มค่าและมีสไตล์
Seal: สุดยอดสมรรถนะในราคาที่ไม่อาจต้านทาน สำหรับรุ่น Seal ซึ่งเป็นรถซีดานไฮบริดสองมอเตอร์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ การลดราคามากถึง 34% หรือ 53,000 หยวน ทำให้รุ่นนี้มีราคาเพียง 102,800 หยวน (ประมาณ 14,330 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 525,000 บาท) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคจำนวนมากสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี EV ประสิทธิภาพสูงได้ง่ายขึ้น
แรงกระเพื่อมในตลาดหุ้นและความกังวลของนักลงทุน
ข่าวการลดราคาของ BYD ส่งผลให้ตลาดหุ้นกลุ่ม EV จีนเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก หุ้นของ BYD เองร่วงลงถึง 8.3% ขณะที่หุ้นของคู่แข่งสำคัญอย่าง Li Auto Inc., Great Wall Motor Co., และ Geely Automobile Holdings Ltd. ก็ปรับตัวลดลงมากกว่า 5% นักลงทุนจำนวนมากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรม
เบื้องหลังกลยุทธ์การลดราคา: การกระตุ้นอุปสงค์และจัดการสต็อกรถยนต์
การเคลื่อนไหวของ BYD มีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ของผู้บริโภคที่เริ่มชะลอตัว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจีนที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ระบุว่า ปริมาณสต็อกรถยนต์ ณ ตัวแทนจำหน่ายเมื่อเดือนที่แล้ว สูงถึง 3.5 ล้านคัน หรือคิดเป็นระยะเวลาการขาย 57 วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ชี้ว่า “แม้ส่วนลดบางรายการจะมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายน แต่การประกาศอย่างเป็นทางการครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสภาวะตลาดปลายทางยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก” การลดราคาอย่างดุดันของ BYD คาดว่าจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ค่ายรถยนต์คู่แข่งจำเป็นต้องปรับลดราคาลงอีก ซึ่งจะยิ่งบีบให้อัตรากำไรที่บางอยู่แล้วลดน้อยลงไปอีก
การแข่งขันที่ทวีความรุนแรง: สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
สงครามราคาในภาคยานยนต์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบรรดาผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมาก นำไปสู่การขาดทุนสะสม และอาจเกิดการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้ นักวิเคราะห์จาก Citi Research คาดการณ์ว่า “เราคาดว่าคู่แข่งจะปรับลดราคาตาม BYD” ซึ่งเห็นได้จาก Chongqing Changan Automobile Co. ที่ได้ประกาศมอบส่วนลดเงินสด 25,000 หยวนสำหรับรุ่น Deepal S07 และ Zhejiang Leapmotor Technologies Ltd. ที่ได้ปรับราคารุ่น C16 และ C11 เช่นกัน
Citi Research ยังประเมินว่าหลังจากประกาศส่วนลดสุดสัปดาห์ ยอดผู้เข้าชมโชว์รูมของ BYD อาจเพิ่มขึ้นถึง 30% ถึง 40% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า หากยอดผู้เข้าชมเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายได้จริง ยอดขายเดือนพฤษภาคมของ BYD ก็มีแนวโน้มที่จะยังคงเติบโตต่อไป
BYD: ก้าวข้ามความท้าทายด้วยความแข็งแกร่งจากภายใน
แม้ว่าอุตสาหกรรมโดยรวมจะเผชิญกับความยากลำบาก แต่ BYD ยังคงทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา BYD สามารถทำยอดขายรายเดือนได้ดีที่สุดสำหรับปี 2025 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า BYD ยังคงอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการส่งมอบรถยนต์ 5.5 ล้านคันตลอดทั้งปี
นอกจากตลาดในประเทศ BYD ยังคงเดินหน้าขยายตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เมื่อเดือนที่แล้ว BYD สามารถทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปได้มากกว่า Tesla เป็นครั้งแรก แซงหน้าแบรนด์รถยนต์สัญชาติอเมริกันที่ครองความเป็นผู้นำในตลาดยุโรปมาอย่างยาวนาน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ BYD สามารถรับมือกับสงครามราคาในจีนได้ดีกว่าผู้ผลิตรายอื่น คือการมีห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร โดยบริษัทผลิตแบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์หลายชนิดด้วยตนเอง ประกอบกับความได้เปรียบจากขนาดการผลิตในประเทศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของ BYD ในไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม อยู่ที่ประมาณ 20% เทียบกับ Tesla ที่ประมาณ 16% นอกจากนี้ กำไรสุทธิของ BYD ในไตรมาสแรกยังพุ่งสูงถึง 9.15 พันล้านหยวน แซงหน้า Tesla ในอีกหนึ่งตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญ
Rolls-Royce: นิยามใหม่ของความหรูหราและการประมูลรถยนต์ระดับโลก
ในขณะที่โลกยานยนต์ EV กำลังเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างดุเดือด ตลาดรถยนต์หรูระดับ Ultra-luxury ยังคงครองบัลลังก์ด้วยมูลค่าที่สูงลิ่ว ข้อมูลจาก ‘Sotheby’s’ บริษัทจัดการประมูลงานศิลปะระดับโลก ได้เปิดเผยอันดับ “Top 10 Most Expensive Cars In The World 2025” ซึ่งรถที่ครองอันดับหนึ่งด้วยราคาถึง 32 ล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 1,000 ล้านบาท) คือ ‘The La Rose Noire Droptail’ รถโรดสเตอร์ 2 ที่นั่งสั่งทำพิเศษโดย Rolls-Royce
ความพิเศษของ The La Rose Noire Droptail คือ มีเพียง 4 คันบนโลกนี้เท่านั้น โดยแต่ละคันจะมีการตั้งชื่อและเจาะจงรายละเอียดเฉพาะตัว การผลิตรถรุ่นนี้ใช้เวลากว่า 4 ปี และได้รับแรงบันดาลใจจากกุหลาบแบล็คบาคาร่า (Black Baccara) สะท้อนถึงความหรูหรา ประณีต และความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
Rolls-Royce ยังคงรักษาความเป็นไอคอนิกของความหรูหราและความไฮเอนด์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยติดอันดับใน Sotheby’s ถึง 3 รุ่น ได้แก่ The La Rose Noire Droptail, Rolls Royce Boatail (28 ล้านดอลลาร์) และ Rolls-Royce Sweptail (12.8 ล้านดอลลาร์)
จากสนามรบสู่ท้องถนน: ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Rolls-Royce
แม้ว่า Rolls-Royce ในปัจจุบันจะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา แต่ย้อนกลับไปในอดีต แบรนด์นี้เคยมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โดยการผลิตรถหุ้มเกราะที่ใช้ในสมรภูมิ
กำเนิดจากความรักชาติ: ในปี 1904 เฮนรี รอยซ์ (Henry Royce) วิศวกรชาวอังกฤษ ผู้มีความหลงใหลในระบบรถไฟและการประดิษฐ์ต่างๆ ได้ผลิตรถยนต์คันแรกของตนเองในชื่อ ‘Royce 10hp’ ด้วยความต้องการที่จะผลิตรถยนต์สัญชาติอังกฤษ ชาร์ลส โรลส์ (Charles Rolls) นักธุรกิจและนักบินรุ่นบุกเบิก ได้เห็นศักยภาพในรถของรอยซ์ ทั้งสองได้ร่วมมือกันก่อตั้งบริษัท Rolls-Royce ขึ้น เพื่อสร้างรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้
Silver Ghost: ตำนานแห่งยุคทอง: ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Rolls-Royce อย่างมากคือ ‘Silver Ghost’ ที่เปิดตัวในปี 1907 ด้วยการทดสอบวิ่งระยะไกลกว่า 23,000 กิโลเมตรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Silver Ghost ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก’ ในยุคนั้น
บทบาทในสงคราม: ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Rolls-Royce ได้ผลิตรถหุ้มเกราะที่พัฒนาจากรุ่น Silver Ghost กว่า 100 คันเพื่อใช้งานในสมรภูมิยุโรปและตะวันออกกลาง นอกจากนี้ยังมีการใช้รถหุ้มเกราะ Rolls-Royce ในสงครามกลางเมืองไอร์แลนด์ และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย
Rolls-Royce ในปัจจุบัน: นวัตกรรมและความยั่งยืน
ปัจจุบัน Rolls-Royce ไม่ได้ผลิตเพียงรถยนต์หรู แต่ยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอากาศยาน โดยเครื่องยนต์ ‘The Eagle’ ของ Rolls-Royce ได้รับการยอมรับในด้านประสิทธิภาพและถูกนำไปใช้ในสงครามทางอากาศ
แม้จะเคยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1925 จนต้องปรับตัวและขายกิจการบางส่วน แต่ Rolls-Royce ก็ยังคงยืนหยัดได้ด้วยนวัตกรรมและความสามารถในการปรับตัว
สำหรับผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2024 Rolls-Royce มีกำไรจากการดำเนินงานพื้นฐานอยู่ที่ 1,149 ล้านปอนด์ รายได้รวมอยู่ที่ 8,182 ล้านปอนด์ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้มาจากอุตสาหกรรมการบินพลเรือน 50%, อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ 27% และระบบพลังงาน 23% ภายใต้การบริหารของ Tufan Erginbilgic ซีอีโอคนปัจจุบัน Rolls-Royce สามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าหลังเข้ามาบริหารเพียง 1 ปี ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
เจาะลึกตลาด B-SUV มือสอง: ตัวเลือกสุดคุ้มปี 2025
นอกจากตลาดรถยนต์ EV และรถหรูแล้ว ตลาดรถยนต์ B-SUV หรือรถ SUV ขนาดเล็ก ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยขนาดที่กะทัดรัด เหมาะกับการขับขี่ในเมือง แต่ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ใช้สอยและความอเนกประสงค์ ในปี 2025 ตลาด B-SUV มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดจดทะเบียนรถ SUV ขนาดเล็กเติบโตจากปีที่แล้วถึง 11.4%
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถ B-SUV มือสอง ที่คุ้มค่า บทความนี้ได้รวบรวมรุ่นที่น่าสนใจในปี 2025 มาแนะนำ:
Honda HR-V: รถ SUV ขนาดเล็กยอดนิยม ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ขนาดกะทัดรัด และห้องโดยสารที่กว้างขวาง มาพร้อมระบบ e:HEV ที่ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล ตอบสนองได้ดี และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกครบครัน
Toyota Corolla Cross: รถ SUV ขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย ด้วยความน่าเชื่อถือของแบรนด์ Toyota ด้านความทนทาน การบำรุงรักษาง่าย และศูนย์บริการที่ครอบคลุม ตัวรถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
Toyota Yaris Cross: ยืนหนึ่ง B-SUV ขายดีอันดับ 1 ในไทย ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย ดีไซน์ทันสมัย ฟังก์ชันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และเป็นระบบไฮบริด
Nissan Kicks e-Power: รถ SUV ขนาดเล็กที่ใช้หลักการ e-Power โดยใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในปั่นกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่เพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ประหยัดน้ำมันและเหมาะกับการเดินทางไกล
Subaru XV: รถ Crossover ที่มีความเป็นรถออฟโรดสำหรับครอบครัวสายลุย ดีไซน์กำยำ ดุดัน แต่มีความสวยงามลงตัว มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ AWD
MG ZS EV: รถยนต์ไฟฟ้า 100% ขนาด B-SUV ที่มีดีไซน์โดดเด่น ออปชันแน่น ราคาเข้าถึงได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า
Toyota C-HR: รถ SUV ขนาดเล็ก สปอร์ต หรูหรา ล้ำสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง โดดเด่นเรื่องอัตราการประหยัดน้ำมันด้วยระบบ Full Hybrid
BYD Atto 3: รถยนต์ไฟฟ้า 100% ขนาด B-SUV ที่กว้างขวางที่สุดในคลาส ดีไซน์สวยงาม สปอร์ต ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Blade Battery และช่วงล่างที่ดีเยี่ยม
Mazda CX-30: SUV ขนาดเล็ก ดีไซน์โฉบเฉี่ยว หรูหรา วัสดุดี งานประกอบประณีต ความปลอดภัยสูง ขับสนุก
BMW X1: รถ SUV ขนาดเล็กจากแบรนด์ยุโรป ดีไซน์สปอร์ต ทันสมัย ขับขี่สนุกสนานตามแบบฉบับ BMW ราคาเข้าถึงง่าย
BYD Tengshi N7: ก้าวต่อไปสู่ระบบขับขี่อัจฉริยะ
ล่าสุด BitAuto รายงานว่า Denza Auto ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือ BYD ได้ประกาศเปิดตัว 2025 รุ่น Tengshi N7 ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นโมเดลแรกที่เปิดตัวหลังจากการเปิดเผยกลยุทธ์ด้านสมาร์ทของ BYD รุ่นใหม่นี้จะมีการปรับปรุงด้านการออกแบบภายนอกให้เรียบง่ายขึ้น การตกแต่งภายในยังคงความหรูหรา มีการอัปเกรดระบบชาร์จไร้สาย และระบบปรับพวงมาลัยไฟฟ้า
ด้านพลังงาน Tengshi N7 มาพร้อมสามแผนพลังงาน โดยรุ่นมาตรฐานสามารถขับได้ไกลถึง 550 กิโลเมตร และรุ่นสมรรถนะขับเคลื่อน 4 ล้อสามารถขับได้ไกลถึง 630 กิโลเมตร การเปิดตัว Tengshi N7 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BYD ในการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น
บทสรุป: การเดินทางสู่ยุคใหม่ของยานยนต์
การประกาศลดราคารถยนต์ครั้งใหญ่ของ BYD ไม่ใช่เพียงแค่การปรับกลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น เทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และผู้บริโภคจะมีทางเลือกมากขึ้นกว่าที่เคย
ในฐานะผู้บริโภคและนักลงทุน นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการจับตามองอุตสาหกรรมยานยนต์ หากคุณกำลังมองหารถยนต์คันใหม่ หรือต้องการลงทุนในอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้า การศึกษาข้อมูลและติดตามแนวโน้มเหล่านี้อย่างใกล้ชิด คือก้าวแรกสู่การตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุด
หากคุณพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ หรือต้องการสำรวจโอกาสใหม่ๆ ในตลาดรถยนต์ BYD และตลาดรถยนต์ B-SUV ที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง เราขอเชิญชวนให้คุณศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อรับคำแนะนำเชิงลึก และค้นหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณในปี 2025 นี้

