
ปลุกตลาดลักซ์ชัวรี: กลยุทธ์ใหม่ Mercedes-Benz ประเทศไทย กับการเปิดตัว “Mercedes-Benz S-Class” และ “Mercedes-Benz C-Class” รุ่นประกอบในประเทศ พร้อมก้าวสู่ยุค Electric Vehicle (EV)
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบทศวรรษ ผมได้เห็นการปรับตัวและกลยุทธ์การรุกตลาดของแบรนด์รถหรูอยู่เสมอ แต่สำหรับ Mercedes-Benz ประเทศไทย ในช่วงปี 2564 ถึง 2565 ถือเป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ การตัดสินใจนำ “Mercedes-Benz S-Class” และ “Mercedes-Benz C-Class” รุ่นประกอบในประเทศ (Local Assembly) มาทำตลาดทันที พร้อมกับการประกาศกร้าวถึงการบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) อย่างเต็มตัว สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในตลาดไทย และความมุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มรถยนต์ลักซ์ชัวรีได้อย่างชัดเจน
Mercedes-Benz S-Class และ Mercedes-Benz C-Class: ยุทธศาสตร์การผลิตในประเทศ สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
การที่ Mercedes-Benz ประเทศไทย ตัดสินใจเร่งกระบวนการผลิต Mercedes-Benz S-Class และ Mercedes-Benz C-Class โฉมใหม่ ให้พร้อมจำหน่ายในรูปแบบประกอบในประเทศทันทีในช่วงกลางปีและปลายปี 2564 นั้น เป็นการเดินหมากที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง พิจารณาจากสถานการณ์โลกที่ยังคงเผชิญกับความผันผวนของปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนสำหรับการผลิตรถยนต์ (Semiconductor shortage) และผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ทั่วโลก การพึ่งพารถยนต์นำเข้าทั้งคัน (CBU – Completely Built-Up) ย่อมมีความเสี่ยงที่จะส่งมอบล่าช้ากว่ากำหนดเดิมไปหลายเดือน
แนวทางนี้ต่างจากรูปแบบการทำตลาดในอดีต ที่มักจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นนำเข้า CBU ไปก่อน แล้วค่อยตามด้วยรุ่นประกอบในประเทศ ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่สมเหตุสมผลในแง่ของการรับรู้ของลูกค้า และอาจทำให้เสียโอกาสทางการตลาดไป ผมมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความยืดหยุ่นในการปรับแผนธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสกับสุดยอดยนตรกรรมอย่าง Mercedes-Benz S-Class W223 ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในระดับโลกไปเมื่อเดือนกันยายน 2563 และ Mercedes-Benz C-Class W206 ที่เปิดตัวเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
การประกอบรถยนต์รุ่นหลักเหล่านี้ในโรงงานของ Mercedes-Benz ที่ธนบุรีประกอบรถยนต์ สำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดระยะเวลาในการส่งมอบแล้ว ยังมีนัยยะสำคัญต่อการตั้งราคาขายอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปรากฏตัวของ Mercedes-Benz A200 Progressive ในราคา 1.99 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นรถยนต์ป้ายแดงพร้อมตราดาวที่ตั้งราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาทในรอบกว่า 20 ปีของ Mercedes-Benz แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า
สำหรับ Mercedes-Benz S-Class โฉมใหม่ที่จะทำตลาดในประเทศไทย จะมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล และรุ่นเครื่องยนต์เบนซินที่ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าในรูปแบบปลั๊ก-อินไฮบริด (Plug-in Hybrid) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Mercedes-Maybach S-Class ซึ่งจะตามมาในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2564 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าจะมาในรูปแบบประกอบในประเทศ หรือยังคงเป็นรถนำเข้าเช่นเดิม
Mercedes-Benz C-Class: “Baby S-Class” ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Plug-in Hybrid
สำหรับ Mercedes-Benz C-Class นั้น มีการปรับกลยุทธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงปลายปี 2564 คือ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic ซึ่งเป็นรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด (PHEV) ที่ได้รับคำนิยามว่าเป็น “Baby S-Class” ด้วยการยกดีไซน์และเทคโนโลยีภายในห้องโดยสารที่ถอดแบบมาจากรุ่นพี่ S-Class มาเกือบทั้งหมด ทั้งหน้าจอ LCD ความละเอียดสูงที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ถึง 3 แบบ, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านหุ้มหนัง, และคอนโซลกลางพร้อมจอสัมผัสแนวตั้งขนาดใหญ่ 11.9 นิ้ว ที่เบี่ยงมุมเข้าหาผู้ขับขี่เล็กน้อย
ภายใต้ดีไซน์ที่หรูหราและสปอร์ตนี้ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic มาพร้อมขุมพลังที่น่าประทับใจ ด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบไฮบริดเจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังสูงสุดรวม 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ระยะทางสูงสุดถึง 100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure) ซึ่งถือเป็นระยะทางที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ของผู้คนในเมือง
ความโดดเด่นของ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic คือความสามารถในการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนด้วยความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีทางเลือกในการชาร์จที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC charger) ที่ใช้เวลาเพียง 30 นาที เพื่อให้แบตเตอรี่เต็ม 100% หรือการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC charger) ที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง การนำเสนอ Mercedes-Benz C-Class Plug-in Hybrid ในลักษณะนี้ เป็นการตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ยังคงมีความกังวลเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทางไกล หรือการหาจุดชาร์จสาธารณะ เนื่องจากยังมีเครื่องยนต์สันดาปภายในไว้รองรับ
ราคาจำหน่ายของ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic อยู่ที่ 3,350,000 บาท ถือเป็นการนำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจในกลุ่มรถยนต์ Executive Sedan ที่ผสมผสานความหรูหรา ประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกได้อย่างลงตัว
ก้าวสู่ยุค Electric Vehicle (EV): Mercedes-Benz EQS ตัวท็อปพลังไฟฟ้า
นอกเหนือจากการรุกตลาดรถยนต์สันดาปภายในและปลั๊ก-อินไฮบริดแล้ว ทิศทางที่ชัดเจนที่สุดของ Mercedes-Benz คือการก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (EV) โดย Mercedes-Benz EQS ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะทำตลาดในประเทศไทยช่วงต้นปี 2565
Mercedes-Benz EQS เปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดโลกเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 ถือเป็นรถยนต์ EV ลำดับที่ 4 ของค่าย ต่อจาก EQC, EQV และ EQA การเป็น Flagship EV ของแบรนด์ ทำให้ EQS ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะทางการวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จหนึ่งครั้งที่เคลมว่ามากถึง 770 กิโลเมตร จากแบตเตอรี่ขนาด 107.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง
สำหรับตลาดประเทศไทย มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้เห็นรุ่น EQS 450+ ที่มาพร้อมมอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลัง 328 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที และรุ่น EQS 580 4MATIC ซึ่งเป็นรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ใช้มอเตอร์ 2 ตัว หน้า-หลัง ให้กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที ทั้งสองรุ่นมีความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม.
การเปิดตัว Mercedes-Benz EQS ในประเทศไทย ถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Ambition 2039” ของ Mercedes-Benz ที่มุ่งสู่การผลิตยานยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ การนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงและมีระยะทางวิ่งที่น่าประทับใจ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันให้ตลาด EV ในประเทศไทยเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ
Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium: ความหรูหราผสานเทคโนโลยี Plug-in Hybrid เจเนอเรชันล่าสุด
นอกเหนือจากรุ่นหลักที่กล่าวมา ยังมี Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium ที่จัดแสดงใน Motor Expo 2024 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของยานยนต์พลังงานผสม (Plug-in Hybrid) ที่ประกอบในประเทศไทย สะท้อนถึงการผสมผสานความหรูหราเหนือระดับเข้ากับเทคโนโลยีขับเคลื่อนแห่งอนาคต
Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ด้วยเทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริดเจเนอเรชันที่ 4 ขนาดแบตเตอรี่ 28.6 kWh ให้กำลังสูงสุดถึง 510 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 750 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลัง 9G-TRONIC
จุดเด่นที่น่าสนใจคือ เมื่อขับขี่ในโหมด EV อย่างเดียว S580e AMG Premium สามารถทำระยะทางได้ไกลสุด 94-113 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถยนต์ Plug-in Hybrid ขนาดใหญ่
ห้องโดยสารของ Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium ยังคงเอกลักษณ์ของ S-Class ด้วยความหรูหรา สะดวกสบาย และความใส่ใจในรายละเอียดทุกตารางนิ้ว ระบบ MBUX รุ่นล่าสุด มอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟที่ล้ำสมัย ผสานกับระบบความปลอดภัยใหม่ล่าสุดที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
นอกจากนี้ Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium ยังมาพร้อมระบบควบคุมทิศทางตัวรถแบบเลี้ยว 4 ล้อ (Rear axle steering 4.5°) ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องแคล่วในการขับขี่และการเข้าโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ราคายืนอยู่ที่ 7,580,000 บาท ซึ่งสะท้อนถึงตำแหน่งทางการตลาดที่เป็นสุดยอดยนตรกรรมที่ผสมผสานทุกองค์ประกอบที่ดีที่สุดของ Mercedes-Benz
Mercedes-Maybach S-Class: นิยามใหม่แห่งความหรูหราสูงสุด
สำหรับผู้ที่มองหาสุดยอดแห่งความหรูหราและความเป็นส่วนตัว Mercedes-Maybach S-Class ยังคงเป็นตัวเลือกที่ไร้คู่แข่ง การปรับไมเนอร์เชนจ์ในปี 2019 ได้ยกระดับความหรูหราขึ้นไปอีกขั้น ด้วยกระจังหน้าลายซี่แนวตั้งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ Vision Mercedes-Maybach 6 ตัวถังทูโทนภายนอกที่มีให้เลือกถึง 9 สไตล์ พร้อมการเคลือบสีสองชั้นเพื่อความเงางามเป็นพิเศษ
ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีทูโทน เน้นความพรีเมียมด้วยเฉดสีดำตัดกับสีน้ำตาลและสีเบจ พร้อมวัสดุตกแต่งที่หรูหรา เช่น ทองแดง ทอง และแพลทินัม ทางเลือกแพ็คเกจ Designo Magnolia ช่วยเพิ่มเอกลักษณ์และความพิเศษเฉพาะตัว
ความสำเร็จของ Mercedes-Maybach S-Class สะท้อนได้จากยอดจองกว่า 25,000 คันทั่วโลกนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และมีลูกค้าถึง 1 ใน 10 ที่เลือกออปชัน Maybach เมื่อซื้อ S-Class
ในด้านสมรรถนะ Mercedes-Maybach S560 4MATIC มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ให้กำลัง 463 แรงม้า และ S650 V12 ที่มีกำลังถึง 621 แรงม้า ตอบสนองอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.8 วินาที และ 4.6 วินาที ตามลำดับ
สำหรับรุ่นที่นำเข้ามาทำตลาดในไทยก่อนหน้านี้คือ Mercedes-Maybach S500 มาพร้อมขุมพลัง V8 เบนซิน 4,663 ซีซี ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง 9G-TRONIC ให้กำลังสูงสุด 455 แรงม้า และแรงบิด 700 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ภายในห้องโดยสารมอบประสบการณ์เฟิร์สคลาส พร้อมฟังก์ชันการนวดถึง 6 รูปแบบ ตู้เย็น ม่านบังแดดไฟฟ้า ระบบปรับสมดุลห้องโดยสาร และไฟเรืองแสง Ambient light 7 สี พร้อมระบบ Active Perfume System
แม้ราคาจะสูงถึง 16.9 ล้านบาท แต่กลุ่มเป้าหมายหลักอย่างผู้บริหารระดับสูง และกลุ่มธุรกิจฟลีทของโรงแรมระดับ 5 ดาว ก็ยังคงให้ความสำคัญกับ Mercedes-Maybach S-Class ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความหรูหราสูงสุด
กลยุทธ์การตั้งราคาและการแข่งขันในตลาดลักซ์ชัวรี
การที่ Mercedes-Benz ประเทศไทย สามารถเพิ่มปริมาณรถยนต์ให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่หลากหลายที่สุดในตลาดรถยนต์ไทย ส่งผลให้ยอดขายในไตรมาสแรกของปี 2564 ทำได้ 3,178 คัน ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของกลุ่มรถยนต์ลักซ์ชัวรี ยิ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของกลยุทธ์นี้
ประธานบริหารของ Mercedes-Benz เคยกล่าวไว้ว่า บริษัทฯ จะไม่ยอมสูญเสียผลกำไรเพื่อแลกกับการเพิ่มยอดขายอย่างแน่นอน และจะเน้นกลยุทธ์อื่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันแทน การตั้งราคาขายที่สมเหตุสมผลสำหรับรถยนต์ที่ประกอบในประเทศ และการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างต่อเนื่อง คือหัวใจสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าและดึงดูดลูกค้าใหม่
เมื่อพิจารณาคู่แข่งอย่าง BMW และ Audi การที่ Mercedes-Benz สามารถแซงหน้า Audi ในยอดขายรวมปีที่ผ่านมา และเป็นผู้นำในตลาดพรีเมียม แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำ
บทสรุปและการมองไปข้างหน้า
Mercedes-Benz ประเทศไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่น่าตื่นเต้น การปรับกลยุทธ์การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Mercedes-Benz S-Class” และ “Mercedes-Benz C-Class” ในรูปแบบประกอบในประเทศทันที พร้อมกับการประกาศชัดเจนถึงการบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) ด้วย “Mercedes-Benz EQS” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดลักซ์ชัวรี และก้าวไปพร้อมกับเทรนด์ยานยนต์แห่งอนาคต
ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการนี้ ผมเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะทำให้ Mercedes-Benz ยังคงเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจ และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่มองหาที่สุดของยนตรกรรม ทั้งในด้านความหรูหรา สมรรถนะ เทคโนโลยี และความยั่งยืน
สำหรับผู้ที่สนใจในสุดยอดยนตรกรรมจาก Mercedes-Benz ไม่ว่าจะเป็นรุ่นประกอบในประเทศที่มอบความคุ้มค่า หรือเทคโนโลยี Plug-in Hybrid และ EV แห่งอนาคต ผมขอเชิญชวนทุกท่านให้เข้ามาสัมผัสและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม Mercedes-Benz ใกล้บ้านท่าน เพื่อค้นหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของท่านได้อย่างสมบูรณ์แบบ.