
กลยุทธ์การรุกตลาดรถยนต์หรูในไทย: Mercedes-Benz S-Class, C-Class และทิศทาง EV สู่ปี 2565
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม การปรับตัวและการมองการณ์ไกลคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม ด้วยการปรับแผนกลยุทธ์การเปิดตัวโมเดลใหม่ที่ตอบสนองต่อพลวัตของตลาดและเทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึง บทวิเคราะห์จากมุมมองของผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์นานกว่าทศวรรษ เผยให้เห็นเบื้องหลังกลยุทธ์ที่น่าจับตา โดยเฉพาะการมุ่งเน้น Mercedes-Benz S-Class และ Mercedes-Benz C-Class โฉมใหม่ สู่การผลิตในประเทศ พร้อมก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า 100% อย่าง EQS
การปรับแผนกลยุทธ์: ความยืดหยุ่นคือกุญแจสำคัญ
ในช่วงต้นปี 2564 (ปี 2021) เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ประกาศการรุกตลาดอย่างเต็มกำลัง ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ต่อเนื่องทุกเดือน ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดรถยนต์ลักชัวรีไทย ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz GLS รุ่นปรับราคา, Mercedes-AMG GLA 35, GLE 350 de ดีเซล ปลั๊ก-อินไฮบริด และ E-Class Facelift ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่ผลิตในประเทศ (ยกเว้น E-Class Coupe และ Cabriolet ที่นำเข้า) ไม่รวมถึงกลุ่มรถคอมแพกต์อย่าง A-Class Sedan และ GLA ที่ได้เริ่มการผลิตในประเทศตั้งแต่ปลายปี 2563
การเปิดตัว Mercedes-Benz A200 Progressive ในราคา 1.99 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกในรอบกว่า 20 ปีของแบรนด์ที่ตั้งราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น โดยไม่ทิ้งภาพลักษณ์ความหรูหราและความเป็นพรีเมียม
คุณโรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวย้ำถึงความสำเร็จในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 ว่า บริษัทสามารถเพิ่มปริมาณรถยนต์ให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่หลากหลายที่สุดในตลาด ส่งผลให้สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์ลักชัวรี ด้วยยอดขาย 3,178 คัน (ตามการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก) การเติบโตนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 15 รุ่นในปีนั้น รวมถึงรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริดอีกหลายรุ่น
ไฮไลท์สำคัญ: S-Class และ C-Class โฉมใหม่ สู่การผลิตในประเทศ
หัวใจสำคัญของแผนการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ในช่วงจากนี้ไป คือการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์คอนเทมโพรารีระดับบนอย่าง Mercedes-Benz S-Class และ Mercedes-Benz C-Class โฉมใหม่ โดยทั้งสองรุ่นจะถูกนำมาผลิตในประเทศไทยทันทีที่เปิดตัว นั่นคือในช่วงกลางปีสำหรับ S-Class และปลายปีสำหรับ C-Class ในปี 2564 (2021)
การตัดสินใจดังกล่าวมีเหตุผลเบื้องหลังที่ชัดเจน วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิตระดับโลก ส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตของบริษัทแม่ หากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เลือกที่จะนำเข้ารถยนต์รุ่น CBU (Completely Built-Up) มาจำหน่ายก่อน ย่อมทำให้เกิดความล่าช้ากว่ากำหนดเดิมหลายเดือน ประกอบกับแนวทางการตลาดที่ผ่านมา การเปิดตัวรถ CBU ที่อาจใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่รุ่นประกอบในประเทศพร้อมขึ้นไลน์ผลิตที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ สมุทรปราการ ย่อมดูไม่สมเหตุสมผลนัก จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจรอให้รุ่นประกอบในประเทศพร้อม เพื่อเปิดตัวพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
Mercedes-Benz S-Class W223 ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในระดับโลกไปเมื่อเดือนกันยายน 2563 และ Mercedes-Benz C-Class W206 ที่เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยพร้อมทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล และรุ่นเครื่องยนต์เบนซินที่ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าในรูปแบบปลั๊ก-อินไฮบริด (Plug-in Hybrid)
นอกเหนือจาก Mercedes-Benz S-Class โฉมใหม่แล้ว ในช่วงกลางปีต่อเนื่องไตรมาส 3 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังมีแผนเปิดตัว Mercedes-Maybach S-Class ซึ่งเป็นอีกหนึ่งซาลูนสุดหรู โดยยังคงมีข้อสงสัยว่าจะเป็นรุ่นประกอบในประเทศหรือยังคงเป็นรถนำเข้าเช่นเดิม
ก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า: Mercedes-Benz EQS
ในส่วนของแผนงานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (EV) ประธานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะมีทำตลาดอย่างแน่นอน โดยมีโอกาสสูงที่จะได้เห็นการเปิดตัว Mercedes-Benz EQS ในช่วงต้นปี 2565 (2022)
Mercedes-Benz EQS ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในตลาดโลกเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 เป็นรถยนต์ EV ลำดับที่ 4 ของค่าย ต่อจาก EQC, EQV และ EQA ถือเป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่ทรงเกียรติที่สุดของแบรนด์ (Flagship EV) มาพร้อมสมรรถนะที่น่าทึ่ง ด้วยระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 770 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง จากแบตเตอรี่ขนาด 107.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีให้เลือกถึง 2 ระดับความแรง:
EQS 450+: ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้อหลัง 1 ตัว ให้กำลัง 328 แรงม้า แรงบิด 568 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.
EQS 580 4MATIC: มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ให้กำลังรวม 516 แรงม้า แรงบิด 855 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.
สำหรับแผนงานระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปี 2564 ได้มีการเปิดตัวรถยนต์ EV รุ่นใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ SUV อย่าง EQB และซาลูนอย่าง EQE แต่สำหรับตลาดเมืองไทย EQS จะเป็นรุ่นแรกที่จะประเดิมการทำตลาด หลังจากที่เคยมีการเปลี่ยนแผนไม่นำ EQC เข้ามาทำตลาดในปี 2563 (2020)
Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium: นิยามใหม่ของความหรูหราและเทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริด
การจัดแสดง Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium ในงาน Motor Expo 2024 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางของแบรนด์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ Mercedes-Benz S-Class โฉมใหม่ ซึ่งผลิตในประเทศไทย การมาถึงของรุ่นนี้เป็นการยกระดับนิยามของยานยนต์พลังงานผสม (Plug-in Hybrid) ด้วยการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 สูบ 3.0 ลิตร เทอร์โบ กับมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง มอบประสบการณ์ห้องโดยสารแบบ Super Luxury ที่เน้นความสะดวกสบายสูงสุดของผู้ขับขี่ ระบบความปลอดภัยล้ำสมัย และการใช้งานที่ชาญฉลาดผ่านระบบ MBUX ล่าสุด
Mercedes-Benz S 580 e AMG Premium ที่ผลิตในประเทศไทย มาพร้อมระบบควบคุมทิศทางตัวรถแบบเลี้ยว 4 ล้อ (Rear axle steering 4.5°) เพิ่มความคล่องแคล่วในการขับขี่อย่างน่าทึ่ง ด้วยราคาจำหน่ายที่ 7,580,000 บาท
ภายใต้ฝากระโปรง มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง เทคโนโลยี Twin-Scroll Turbo ขนาด 2,999 ซีซี ผสานพลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าของระบบ Plug-in Hybrid เจเนอเรชันที่ 4 พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 28.6 kWh ให้กำลังสูงสุดรวม 510 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 750 นิวตัน-เมตร สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 5.2 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบส่งกำลังเป็นแบบ 9G-TRONIC ทำงานประสานกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อขับขี่ในโหมด EV เพียงอย่างเดียว S580e AMG Premium สามารถทำระยะทางได้ไกลสูงสุด 94-113 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP)
Mercedes-Maybach S-Class: ยอดปรารถนาของมหาเศรษฐี
เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้ามหาเศรษฐี เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ยกระดับความหรูหราให้ไลน์ S-Class ด้วยการปรับไมเนอร์เชนจ์ Mercedes-Maybach S-Class ในปี 2019 กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ได้รับแรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ Vision Mercedes-Maybach 6 พร้อมตัวถังทูโทนภายนอกที่มีให้เลือกถึง 9 สไตล์ พร้อมการเคลือบสองชั้นเพื่อความเงางามเป็นพิเศษ
ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยสีทูโทน เน้นความพรีเมียมด้วยเฉดสีดำตัดกับสีน้ำตาลและสีเบจ พร้อมวัสดุตกแต่งโทนสีหรูหราอย่างทองแดง ทอง และแพลทินัม รวมถึงแพ็กเกจ Designo Magnolia ที่สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว
นับตั้งแต่เปิดตัวในตลาดโลก Maybach S-Class มียอดจองรวมกว่า 25,000 คัน การตอบรับอันยอดเยี่ยมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มองหาความสุดยอดของความหรูหราและสมรรถนะ
Mercedes-Benz C-Class: เบบี้ S-Class ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid
Mercedes-Benz C-Class ถือเป็นโมเดลสำคัญที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย โดยเฉพาะเวอร์ชันเครื่องยนต์ดีเซลที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง การเสริมทัพด้วย Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic ซึ่งเป็น C-Class ในรูปแบบปลั๊ก-อินไฮบริด เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการนำเสนอยนตรกรรมที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
C 350 e AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าของระบบไฮบริดเจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังสูงสุดรวม 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตร ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถเดินทางด้วยพลังไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางสูงสุด 100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP การออกแบบที่ตั้งแบตเตอรี่ในตำแหน่งที่ไม่รบกวนพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียด
ด้วยระยะทางวิ่งไฟฟ้า 100 กิโลเมตร C-Class Plug-in Hybrid รุ่นใหม่นี้ จึงมีศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้ที่ต้องการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องจุดชาร์จสาธารณะ แต่ยังคงมีเครื่องยนต์เบนซินไว้รองรับการเดินทางไกล หรือในกรณีที่ไม่สะดวกในการชาร์จ
รถยนต์รุ่นนี้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ด้วยความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง การชาร์จไฟทำได้ทั้งระบบ DC และ AC โดยการชาร์จ DC จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการชาร์จจนเต็ม 100% ส่วนการชาร์จ AC ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic มาพร้อมดีไซน์ที่ผสมผสานความหรูหราและอารมณ์สปอร์ต ขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง ภายในห้องโดยสารถอดแบบมาจากรุ่น S-Class อย่างชัดเจน ด้วยหน้าจอ LCD ความละเอียดสูง ระบบปรับรูปแบบการแสดงผล 3 แบบ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านหุ้มหนัง คอนโซลกลางพร้อมจอสัมผัสแนวตั้งขนาดใหญ่ 11.9 นิ้ว ที่เอียงเข้าหาผู้ขับขี่เล็กน้อย ทำให้เป็นที่มาของฉายา “เบบี้ S-Class” ราคาจำหน่ายของ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic อยู่ที่ 3,350,000 บาท
นโยบายการบริหารผลกำไร: หัวใจสำคัญของความยั่งยืน
มร. ดีเตอร์ เซทช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เคยเน้นย้ำถึงนโยบายการทำธุรกิจที่ชัดเจนว่า บริษัทฯ จะไม่ยอมสูญเสียผลกำไรเพื่อแลกกับการเพิ่มยอดขายโดยเด็ดขาด โดยจะไม่ลดราคาจำหน่ายหรือมอบส่วนลดเพิ่มเติมเพื่อแย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่งอย่าง BMW และ Audi แต่จะมุ่งเน้นกลยุทธ์อื่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถพรีเมียมภายในช่วงสิ้นทศวรรษ พร้อมกับการรักษานโยบายการกำหนดราคาที่แข็งแกร่ง ความสำเร็จในตลาดจีน ซึ่งมีสัดส่วนสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ แม้จะมีการประเมินการเติบโตไว้ที่ประมาณ 8% ในปีนั้นก็ตาม
การเปิดตัว BMW 7 Series ใหม่ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายของ Mercedes-Benz S-Class สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และความภักดีของลูกค้า ยอดขายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นถึง 52% ในเดือนมกราคมของปีที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำถึงศักยภาพของตลาดนี้ รวมถึงรุ่นต่างๆ ที่มีอนาคตสดใส เช่น C-Class Convertible, GLC Coupe และ E-Class Estate
Mercedes-Maybach S500: สุดยอดแห่งความหรูหราที่สัมผัสได้
มร. ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึง Mercedes-Maybach ในฐานะยนตรกรรมหรูลำดับที่สอง ถัดจาก Mercedes-AMG โดยรุ่นที่นำเข้ามาทำตลาดในไทยคือ Mercedes-Maybach S500
ภายนอกยังคงเอกลักษณ์ความหรูหราของ S-Class ด้วยฝากระโปรงหน้าที่ยาว คิ้วโครเมียมตกแต่ง กันชนหน้า ไฟหน้า LED ปลายท่อไอเสียคู่ ล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว และโลโก้ “Maybach” บนฝากระโปรงหลัง
ภายในห้องโดยสารเต็มเปี่ยมไปด้วยความหรูหราและความสะดวกสบายระดับเฟิร์สคลาส เบาะนั่งไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชันอุ่น ที่นั่งแบบเฟิร์สคลาสพร้อมโต๊ะทำงานแบบพับได้ ฟังก์ชันนวดหลังด้วยหินร้อน 6 รูปแบบ ตู้เย็นสำหรับผู้โดยสาร ม่านบังแดดไฟฟ้า ระบบปรับสมดุลในห้องโดยสาร แสงไฟเรืองรอบห้องโดยสาร 7 สี ปรับความเข้มได้ 5 ระดับ พร้อมระบบ Active Perfume System ให้ความสดชื่นด้วยกลิ่นหอม 4 กลิ่น
Mercedes-Maybach S500 มาพร้อมขุมพลัง V8 เบนซิน 4,663 ซีซี ระบบเกียร์ 9G-TRONIC ให้กำลังสูงสุด 455 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน
กลุ่มเป้าหมายหลักของ Mercedes-Maybach คือผู้บริหารระดับสูง กลุ่มธุรกิจ Fleet และโรงแรมระดับ 5 ดาว ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 16.9 ล้านบาท
อนาคตของ S-Class Convertible: ความสปอร์ตบนพื้นฐานแห่งความหรูหรา
ท่ามกลางกระแสข่าวลือเกี่ยวกับ Mercedes-Benz S-Class Convertible เวอร์ชันเปิดประทุน ล่าสุดได้รับการยืนยันจาก Thomas Weber ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้วว่า ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีจะเริ่มการผลิตรถสปอร์ตเปิดประทุนฟูลไซส์รุ่นนี้ภายใน 2 ปีข้างหน้า
S-Class Convertible จะพัฒนาบนพื้นฐานของรถต้นแบบ S-Class Coupe ที่เปิดตัวในงาน Frankfurt Motor Show โดยรุ่น Coupe จะออกจำหน่ายก่อนในช่วงต้นปี 2014 ตามด้วยรุ่นเปิดประทุนในปี 2015 S-Class Convertible จะมาพร้อมหลังคาผ้าใบ ขุมพลัง V8 และ V12 รวมถึงอาจมีเวอร์ชัน AMG ตามออกมา
การกลับมาของ S-Class Convertible ถือเป็นการหวนคืนสู่ตลาดหลังจากที่แบรนด์เคยทำตลาดรถรุ่นนี้ครั้งสุดท้ายในปี 1971 แม้จะมีความกังวลว่าอาจทับไลน์กับ SL Roadster แต่ S-Class Convertible จะมีโครงสร้าง 4 ที่นั่ง เน้นความสะดวกสบายและหรูหรามากกว่า ในขณะที่ SL Roadster จะเป็นรถ 2 ที่นั่งที่เน้นสมรรถนะสปอร์ตเต็มพิกัด
บทสรุปและก้าวต่อไป
จากกลยุทธ์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ดำเนินการและวางแผนไว้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผลิต Mercedes-Benz S-Class และ C-Class ในประเทศ รวมถึงการเตรียมพร้อมสำหรับ Mercedes-Benz EQS ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และการปรับตัวให้เข้ากับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์หรูที่มอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในตลาดเวลานี้ นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้ามาสัมผัสและเป็นเจ้าของ Mercedes-Benz S-Class หรือ Mercedes-Benz C-Class โฉมใหม่ ที่พร้อมจะยกระดับทุกการเดินทางของคุณให้พิเศษยิ่งกว่าที่เคย
ค้นพบประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย วันนี้ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในโลกยานยนต์ยุคใหม่!